...เช้าวันจันทร์ขับรถไปทำงาน หลังส่งลูกเสร็จ ผมก็ขับไปส่งแฟนต่อ ระหว่างนั้นบนรถมีแต่ความเงียบ
...แต่ความอัดอั้นมาทั้งคืนทำให้ผมตัดสินใจเอ่ยถามว่า
"ที่เธอบอกอยากจะเลิกกัน พูดด้วยความต้องการจะเลิกจริงๆ หรือเพราะอารมณ์ชั่ววูบ"
ผมพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น เธอนั่งเงียบ
....
หลายวันผ่านไป ผมตัดสินใจถอนเงินสะสมทั้งของตัวเองของภรรยา เคลียร์หนี้สินเพื่อธนาคารจะได้ทำการประเมินใหม่ รอบนี้ผ่าน แต่รายจ่ายกับรายได้ ค่อนข้างจะใกล้เคียงกันมาก
...นั่นหมายถึงชีวิตต่อแต่นี้ไปไม่มีเงินเก็บ ได้มาจ่ายไปกับรถ กับบ้าน พอไม่มีเงินใช้ก็ต้องกดบัตรเอาเงินล่วงหน้ามาใช้ อีรุงตุงนัง ไม่สิ้นสุด
...แต่ผมก็ยอม เพื่อลูกและภรรยาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ แม้จะเกินความพอเพียงแต่ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้ลูกเมียได้
...หากเราจะเลิกกันจริงๆ อย่างน้อยก็ได้ทำในสิ่งที่เธอต้องการแล้ว
...หลายเดือนต่อมาครอบครัวของเราก็ย้ายเข้ามาอยุ่บ้านหลังใหม่ ทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆสองชั้น
...หลังบ้านที่ต่อเติมครัว ต้องนำรถไปรีไฟแนนซ์ ลูกสาวต้องมีเตียงใหม่ต้องใช้บัตรเครดิต
...เราได้บ้านหลังใหม่พร้อมหนี้ก้อนใหม่ๆตามมาอีกหลายก้อน
....ผ่านไปสามปี หนี้ท่วมตัวรายจ่ายมากกว่ารายได้ ผมกับภรรยาเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยขึ้น และจบลงด้วย ความเงียบ ครอบคลุมตัวบ้านบ่อยขึ้นๆ
..."เราเลิกกันดีมั๊ย อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น"...
เสียงนี้ผุดขึ้นทุกครั้งที่เราเจอปัญหาและคุยกันด้วยอารมณ์ ที่ความเห็นไม่ตรงกัน และผมก็มักจะอ้างปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความไม่พอเพียงของภรรยา
...และเธอก็บอกว่ามันผ่านมาแล้ว
...หลายครั้งที่ผมอยากหนีไปไกลๆ
...หลายครั้งที่อยากออกบวช เพื่อจะได้เจอความสงบสุขที่แท้จริง
...และบ่อยครั้งที่ความคิดเหล่านี้โผล่เข้ามา หากเพียงแต่เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต ในบ้าน ในที่ทำงาน
...เกิดคำถามเหล่านี้บ่อยๆเข้า
แล้วผมจะทำยังไงต่อไปดี
......
ขอบคุณ Poo
ที่ให้กำลังใจ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณครับ พี่ครู คิม