"เวรย่อมไม่ระงับ ด้วยการจองเวร"
๒๗/๐๕/๒๕๕๔
**********
หากทุกท่านพยายามสืบหาความเป็นมาของสลากภัตจากพระไตรปิฎก ก็คงจะหาพบได้ยาก ส่วนมากประวัติสลากภัตที่กล่าวถึงกันนั้น มีที่มาโดยสรุปและหาแหล่งอ้างอิงไม่ได้ เป็นเรื่องที่เล่ากันแบบ “มุขปาฐะ" หรือปากต่อปากกันมามากกว่า ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันอยากทราบว่าในพระไตรปิฎกกล่าวถึงไว้ในเล่มใด พอสืบค้นจริง ๆ กลับปรากฏว่ามีคาถาบาลีเพียง ๖ บรรทัดเท่านั้น ที่เป็นที่มาของประเพณี “สลากภัต" “กินสลาก" หรือ “ตานก๋วยสลาก" ของทางภาคเหนือ พระไตรปิฎกภาษาบาลี เล่มที่ ๒๕ สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา สุตตนิบาต ข้อที่ ๑๑ หน้าที่ ๘ แสดงเรื่อง “เวร" เอาไว้ว่า
บาลีคำอ่าน
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม อักโกจฉิมัง อะวะธิมัง อะชินิมัง อะหาสิ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติฯ เย จะ ตัง อุปะนัยหันติ เวรัง เตสัง นะ สัมมะติฯ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม อักโกจฉิ มัง อะวะธิมัง อะชินิมัง อะหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติฯ เย จะ ตัง นูปะนัยหันติ เวรัง เตสูปะสัมมะติฯ
* น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ นะ หิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง
อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโนฯ อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโนฯ
ความหมายตามที่พระไตรปิฎกภาษาไทยแสดงไว้ คือ..
ก็ชนเหล่าใด เข้าไปผูกเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของของเรา ดังนี้ เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับฯ
ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของของเรา ดังนี้ เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับฯ
ในกาลไหน ๆ เวรในโลกนี้ ย่อมไม่งับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่าฯ
แล้วพระคาถาดังกล่าวเกี่ยวอะไรกับสลากภัตหละ ที่เกี่ยวกันก็เพราะในกาลต่อมามีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีชื่อว่า พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระอรหันต์ชาวอินเดีย ได้หยิบยกเอาพระคาถาธรรมบทไปขยายหรือแต่งเนื้อหาอธิบายพระคาถา เรียกหนังสือที่แต่งขึ้นมาใหม่นี้ว่า “ธัมมปทคาถา" แปลว่า “อรรถกถาธรรมบท" แล้วใช้หนังสือนี้เป็นหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีให้พระสงฆ์และสามเณรได้เรียนมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องที่แต่งอธิบายคาถาเรื่อง “เวร" เบื้องต้นนี้ ชื่อว่า “นางกาลียักษิณี" พระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า น หิ เวเรน เวรานิ เป็นต้น (ขยายความเฉพาะพระคาถานี้ท่อนเดียว)
ปรารภหญิงเป็นหมันคนหนึ่ง ที่เป็นภรรยาของคฤหบดีแต่เธอเป็นหมัน เธอจึงไปหาหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันดีมาให้เป็นภรรยาของสามี อยู่ต่อมาภรรยาใหม่ก็ตั้งท้อง ภรรยาเก่ารู้เข้าก็ระแวง นำยาที่ทำให้แท้งลูกมาให้ภรรยาใหม่กินจนเธอตกลูกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายอาการหนักมากลูกในครรภ์ขวางช่องคลอดจนทำให้นางเสียชีวิต วาระสุดท้ายแห่งจิตก็ “จองเวร" เอาไว้ว่า ชาติต่อไปจะกลับมาเกิดและฆ่าภรรยาเก่าให้ตาย พอตายไปก็ไปเกิดเป็นแมว ส่วนภรรยาเก่าที่เป็นหมันไปเกิดเป็นแม่ไก่ ฟักไข่ออกมาเท่าไหร่แมวก็มากินจนหมด นางไก่ก็อาฆาต “จองเวร" ว่าชาติต่อไปขอไปกินแกบ้าง ชาติต่อมาก็มาเกิดเป็นนางเสือเหลือง ส่วนนางแมวมาเกิดเป็นนางเนื้อ(สมัน) ก็ถูกเสือเหลืองกินจนตายอีก นางเนื้อก็ “จองเวร" ว่าจะขอกินเสือเหลือง ในชาติต่อไป ชาติต่อมานางเนื้อก็มาเกิดเป็นนางยักชื่อ “นางกาลียักษิณี" นางเสือเหลืองมาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีหรือกุลธิดาในกรุงสาวัตถี
นางกาลียักษิณี มีความพยามที่จะกินลูกของนางกุลธิดาหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายนางกุลธิดามากับสามีเปลี่ยนกันลงอาบน้ำในสระโบกขรณี พอสามีลงอาบบ้าง นางกาลียักษิณีก็ได้เข้ามาเพื่อจะกินลูกของนาง นางกุลธิดาตกใจอุ้มลูกวิ่งหนี และหนีเข้าไปที่วิหารพระเชตวันวางลูกลงที่แทบพระบาทของพระพุทธองค์ที่กำลังแสดงพระสัทธรรมอยู่ บอกว่าขอถวายเป็นพุทธบุตร ส่วนนางกาลียักษิณีก็ถูกนายประตูกั้นเอาไว้ไม่ให้เข้า พระพุทธองค์ทราบแล้วทรงอนุญาตให้เข้าไปได้และได้ตรัสอบรมนางกาลียักษิณีกับนางกุลธิดาว่า “เหตุไร เจ้าจึงทำอย่างนั้น ก็ถ้าพวกเจ้าไม่มาสู่เฉพาะหน้าพระพุทธเจ้าผู้เช่นเราแล้ว เวรของพวกเจ้า จักได้เป็นกรรมตั้งอยู่ชั่วกัลป์ เหมือนเวรของงูกับพังพอน, ของหมีกับไม้สะคร้อ และของกากับนกเค้า, เหตุไฉน พวกเจ้าจึงทำเวรและเวรตอบแก่กัน เพราะเวรย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร หาระงับด้วยเวรไม่"
จากนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสคาถาพระธรรมบท ที่ใส่ตัวอักษรหนาไว้เบื้องต้น(เฉพาะท่อนท้าย)ว่า
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง นางกาลียักษิณีได้บรรลุพระโสดาบัน พระศาสดาได้ทรงสงเคราะห์นางกาลียักษิณี ด้วยการแนะนำให้นางกุลธิดานำนางกาลียักษิณีไปอยู่ด้วยที่บ้าน อยู่ตรงไหนก็ไม่ถูกใจ จนต้องหาที่อยู่ให้ใหม่ และหาอาหารดี ๆ ที่ไม่ผิดศีลมาให้กิน นางกาลียักษิณีจึงตอบแทนนางกุลธิดาด้วยการบอก “วิชากำหนดฤดู"(อุตุนิยมวิทยา) ว่า “ในปีนี้ จะมีฝนดี ท่านจงปลูกข้าวในที่ดอนเถิด ในปีนี้ฝนจะแล้ง ท่านจงปลูกข้าวในที่ลุ่มเถิด" ซึ่งก็ส่งผลให้การทำนาของนางกุลธิดาในแต่ละปีได้ผลผลิตดี ต่างกับนาของพวกเพื่อนบ้านที่ได้รับความเสียหายกันจำนวนมาก
เมื่อพวกชาวบ้านรู้ว่าที่นางกุลธิดาทำการเกษตรประสบความสำเร็จเป็นเพราะคำแนะนำของนางกาลียักษิณีเช่นนั้น ก็ได้มาขอความช่วยเหลือให้นางกาลียักษิณีช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านการเกษตรให้แก่พวกตนบ้าง นางกาลียักษิณีก็ได้ให้ความช่วยเหลือเต็มความสามารถ จนชาวบ้านทำการเกษตรได้ผลผลิตดีกันถ้วนหน้า นางกาลียักษิณีจึงได้รับความเคารพนับถือ มีคนมาห้อมล้อมและได้รับข้าวปลาอาหารอย่างเหลือเฟือพร้อมกันนั้นก็คิดหาวิธีนำเอาข้าวของที่มีมากเหล่านั้นไปถวายพระสงฆ์โดยวิธีการจับสลากเรียกว่า "สลากภัต" เป็นครั้งแรก โดยเริ่มที่ ๘ สำรับ เรื่องก็มาจบลงตรงนี้
ตำนานอื่น ๆ อาจจะอ้าง “ที่มาของสลากภัต" ต่างจากนี้ ผมก็ไม่รู้แหล่งที่มาเหมือนกัน แต่เรื่องที่กล่าวมา ผู้แต่งเรื่อง “นางกาลียักษิณี" มีเจตนาที่จะสอนเรื่อง “การระงับเวรด้วยการไม่จองเวร" แต่ผลที่ได้รับนั้นมากมายเกินคาดมาก นอกจากจะเป็นปุคลาธิษฐานแล้วยังเป็นตำราเรียนภาษาบาลีอีก
ใครจะคิดว่า พระคาถาที่พระพุทธองค์แสดงไว้ไม่กี่ตัว จะสามารถก่อให้เกิดเป็นประเพณีที่สวยงามที่ทุกวันนี้ยังถือปฏิบัติกันสืบมาในทั่วทุกภาคของไทย
สวัสดีค่ะคุณ'phnan'
แวะมาอ่านเรื่องราวของ'สลากภัต' ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ดร.พจนา-แย้มนัยนา
ขอบคุณที่ติดตามและให้กำลังใจนะครับ
มีข้อชี้แนะแสดงความคิดเห็นได้นะครับ
มาทบทวนความทรงจำเก่าๆครับผม
สวัสดีครับอาจารย์โสภณ เปียสนิท
ขอบคุณที่แวะมาอ่านและให้กำลังใจนะครับ
มีข้อชี้แนะหรือผิดพลาดตรงไหนก็บอกกล่าวได้นะครับ
ยินดีน้อมรับทั้งคำติและคำชม