ในกระบวนการพัฒนากลุ่มเกษตรกรของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ตัวชี้วัดทั้ง ๘ ข้อ ที่ผมกำลังดำเนินการที่ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่นนั้น
ผมได้ข้อสรุปที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือ
การเรียนรู้ และพัฒนาชีวิตไปพร้อมๆกัน ดีกว่า การแนะนำให้คนอื่นเรียน
ทั้งนี้
เนื่องจากทางโครงการมีความโชคดีที่ ในทีมงานของเราทุกคนก็ยังอยู่ในขั้นพัฒนาการทางชีวิตสู่ระบบความพอเพียงอยู่เช่นเดียวกัน
ยังไม่มีใครทำได้ครบทั้ง ๘ ข้อ
ทั้งในเชิงการใช้ชีวิตของตนเอง ของครอบครัว และการวางแผนชีวิตไปสู่ "ชีวิตที่มีความสุข"
โดยเฉพาะ
-
ปัญหาหนี้สินที่เราเคยมีกันทุกคน
- ปัจจุบันแก้ได้แล้วบ้าง
- กำลังแก้ไขบ้าง
- แก้ไขเสร็จแล้วบ้าง
-
ความพร้อมความสมบูรณ์ของตนเอง
- ทั้งความรู้
- ความเข้าใจ และ
- การปฏิบัติที่เห็นผลจริงๆ
-
ความสมบูรณ์ของครอบครัว
- ที่สมาชิกยังไม่พร้อมหน้า และ
-
การทำงานที่ยังไม่ "บูรณาการ" ครบถ้วนมากนัก
- การทำงานและระบบชีวิตยังไม่ค่อยกลมกลืนกันตามเป้าหมายของแต่ละคน
- ทำให้การจัดการความรู้ และการใช้ทรัพยากรยังมีประสิทธิภาพต่ำ
- ที่ทำให้สามารถบบรรลุเป้าหมาย ข้อ ๘ "ตายไปแล้ว ทั้งลูกหลานและบุคคลทั่วไปกราบไหว้ได้ ยกย่องได้"
แม้กระทั่งตัวผมเองที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการ ก็ยังทำได้ไม่ครบ เช่น
- ข้อ ๒ "งานที่ต้องทำลดลง จนไม่ต้องทำงานก็ได้" ก็ยังมีงานต้องทำ
- ข้อ ๓ "ดินดีจนไม่ต้องทำอะไร ใช้ทำอะไร ปลูกอะไรก็ได้" ก็กำลังปรับปรุงอยู่
- ข้อ ๗ "ลูกหลานพร้อมหน้า" ก็ได้ยังไม่เต็ม ๑๐๐
- ก็มีโอกาสพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และ
- ทำให้ครบในบางข้อ โดยเฉพาะ ข้อ ๗ ในโอกาสนี้
ถ้าแม้แต่ผมก็ยังทำไม่ได้ จะกล้า หรือไปบอกให้คนอื่นทำได้อย่างไร
ในกลุ่มทีมงานเราก็ทำงานด้วยจิตสำนึก และปณิธานอันเดียวกัน
คือ เราจะไม่แนะนำในสิ่งที่เรายังไม่ทำ หรือสิ่งที่แม้แต่เราก็ยังทำไม่ได้ ทำไม่เป็น
จึงเป็นโอกาสอันดีของทีมงาน ในการทำงานแบบ "บูรณาการ" จริงๆ
- ได้ทั้งการทำงานและพัฒนาชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนไปในขณะเดียวกัน
- จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งในกลุ่มทีมงาน และกลุ่มเกษตรกรไปพร้อมๆกัน
- ทั้งในเชิงแนวคิด เชิงเทคนิค และเชิงวิธีการทำงาน
การไปดูงานก็ช่วยทั้งส่วนของชาวบ้านและนักวิจัยในโครงการได้พัฒนาไปพร้อมๆกัน
ในระยะเริ่มต้นนั้น
ทางนักวิจัยก็ยังได้
- งานไปสนับสนุนงานวิจัยของตนเอง
- ได้เทคนิคไปทำกิจกรรมการเกษตรของตนเอง
ส่วนชาวบ้านก็ได้
- ทั้งแนวคิดและ
-
เทคนิควิธีการทำงานที่ถูกต้อง (ตามเงื่อนไขที่เป็นจริง ของแต่ละคน)
- ทำได้แล้ว และ
- เห็นผลแล้วจริงๆ
ในขั้นตอนการทำงานก็สามารถแลกเปลี่ยนผลการทำงานที่ได้ของตนเองอย่างมีชีวิตชีวา
ที่ทำให้
-
การเรียนรู้สนุกสนาน มีชีวิตชีวามากกว่า
-
มากกว่าแบบที่นักวิจัยที่ทำหน้าที่เป็น "คุณอำนวย" (Facilitator) จะทำงานแบบแค่แนะนำให้คนอื่นทำ
- แต่ตัวเองไม่ทำ
- ทำไม่เป็น
- เพียงแค่ได้ยินมา
- หรือไปท่องตำรามา
- หรือไปอ้างคนโน้นคนนี้ ที่ไม่ทราบว่าจริงหรือเปล่า
-
มากกว่าแบบที่นักวิจัยที่ทำหน้าที่เป็น "คุณอำนวย" (Facilitator) จะทำงานแบบแค่แนะนำให้คนอื่นทำ
วิธีนี้ผมคิดดีกว่า สนุกกว่า และได้ผลมากกว่าจริงๆ
และขอนำมาแลกเปลี่ยน เพื่อการ "เรียนรู้" ในการพัฒนาตัวเอง เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ที่ดี
ตามหลักของ "การเชิญให้คนอื่นเข้ามาดูผลของเราได้" อย่างไม่อายใคร หรือมีอะไรต้องซ่อน ต้องปิดๆ บังๆ
ผมคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ และเป็นอย่างนี้
ที่ผมเชื่อว่า อาจจะเป็น
- แนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาชีวิต และ
- การพัฒนา และการทำตัวเป็น "ครู" หรือ Facilitator ที่ดีในทุกระดับของการศึกษา (ที่แปลว่า การพัฒนาตนเอง)
ขอให้โชคดีครับ
น่าสนุกจังเลยครับ อาจารย์
อาจารย์มาลงสนามที่อำเภอชุมแพ หรือครับ
ใกล้บ้านผมจังครับ
สบายดีนะครับ
ท่านอยู่ตำบลไหนครับ
ผมทำที่
ถ้าอยู่ใน ๕ ตำบลนี้มาร่วมกิจกรรมได้เลยครับ