ของกินทางกายคงไม่สำคัญเท่าอาหารทิพย์ทางใจสำหรับพ่อแม่ ที่เราควรหาให้ท่านได้ทานเมื่อท่านอายุมากแล้ว นั้นคือท่านได้เห็นลูกสบาย ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญลูกของท่านเป็นคนดีของสังคม
           วันนี้ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔  เป็นวันเสาร์ วันนี้มีความรู้สึกเหมือนเมื่อครั้งที่อยู่ในวัยเรียน ตอนนั้นไปอยู่กับย่าเพื่อเรียนหนังสือ หรือไปที่ไหนก็ตามที่ไกลบ้าน จะคิดถึงบ้านมาก ๆ กับบรรยากาศที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เหมือนขณะที่เขียนบันทึกนี้
           ความรู้สึกหนึ่งที่เคยมีฝังลึกอยู่ว่าถ้ามีบรรยากาศในตอนเย็นๆ มืดฝน(ฟ้าครึ้มฝน) ฟ้าครางฮือ ๆ เบา ๆ แลบบ้าง  เสียงครางของฟ้าแผ่ทอดยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้ ทิศใต้ไปทิศเหนือ บางครั้งทิศตะวันออก ไปทางตะวันตก ตะวันตกไปตะวันออก จากจุดเริ่มต้นดังและแพร่ไปเบาๆ ไปเรื่อย ๆ จนหายไป และเริ่มใหม่
สลับกันไป  

           เม็ดฝนโปรยลงบ้างเบา ๆ แล้วหยุด  แล้วโปรยลงมาใหม่  ฟ้าก็ทำหน้าที่ฮือ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ไม่หยุด เป็นเสียงฟ้าที่ไม่น่ากลัว ลมพัดโชย ๆ เบา แค่พอใบไม้ปลิว เม็ดฝนที่เกาะติดบนใบไม้ร่วงพรูเป็นช่วงๆ เมื่อลมมา และสะสมใหม่จากเม็ดฝนที่โปรยเบา ๆ รอให้ลมมาแล้วร่วงลงดินสลับกันไป บรรยากาศนี้ชวนให้คิดถึงบ้านมาก ๆ
           ในความรู้สึกดี ๆ ในช่วงวัยหนึ่งที่พ่อแม่ดูแลเลี้ยงดูอยู่ คนเรามีความสุขอบอุ่นมาก ผมว่าหากผมย้อนเวลากลับได้ ก็อยากทำ อยากกลับไปสู่บรรยากาศของความอบอุ่นของวัยเด็ก  แต่ถึงแม้นจะย้อนกลับเวลาและเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ความรู้สึกนั้นย้อนกลับเองเหมือนกับอยู่ในบรรยากาศนั้นจริง ๆ 

            ถึงแม้นตอนนี้เราจะข้ามวัยเด็กมาแล้ว แต่ความรู้สึกในวันนี้ทำให้ได้ทบทวนในหลาย ๆ  เรื่อง และรู้ตัวเองว่าบรรยากาศนี้มันติดอยู่กับความรู้สึกมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว  หลัง ๆ นี้มันเกิดกับผมบ่อยมาก ทำไมมันถึงมาเกิดช่วงหลังนี้ ผมพิจารณาแล้วคงเพราะเมื่อผมศึกษาธรรมะ ใจเราเริ่มปล่อยวาง ไม่วุ่นวายติดยึดกับงานกับเหตุการณ์ปัจจุบันมากเกินไปเรื่องดี ๆ ในอดีตก็ตามมาในความรู้สึกแห่งความเป็นตัวตน

           เหตุการณ์และความรู้สึกในวันนี้ทำให้นึกถึงข้อความบางตอนในหนังสือธรรมะที่ได้อ่านศึกษา ในเรื่องจิตและกาย ผมจำได้ว่า ในหนังสือพระท่านสอนว่า ระหว่างจิตกับกายนั้นสัมพันธ์กัน ร่างกายเป็นที่อาศัยของจิต จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว  แม้นอายุมากขึ้นแต่จิตไม่ได้แก่ไปตามอายุ  แต่ที่เราแก่เราแก่ที่ร่างกายหรือสังขารของเราต่างหาก ผมมานึกประติดประต่อกันดู นี่คือตอนหนึ่งของหนังสือเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งชัด ๆ จริงแท้แน่นอนชัดมาก เพราะความรู้สึกที่ผมมีต่อบรรยายกาศจากธรรมชาติขณะนี้ไม่แตกต่างกับเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นประถมเลย 

ทั้ง ๆ ที่ขณะเขียนบันทึกอยู่นี้ผมนั่งอยู่ในบ้านตัวเองชัด ๆ แต่คิดถึงบ้านเกิดที่เคยฝังรก  คิดถึงแม่คิดถึงพ่อ เหมือนตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด  จิตสำนึกย้อนกลับไปบรรยากาศนั้นจริงๆ  และความรู้สึกก็เป็นเหมือนลอกมาเลย ถึงตอนนี้ผมก็ได้รับการย้อนหลังของความรู้สึก  ด้วยธรรมชาติเป็นปัจจัย นึกถึงพ่อแม่ที่ทำให้รู้ว่าท่านรักเราขนาดไหน ผมวัดจากความอบอุ่นกับบรรยากาศที่เป็นในขณะนี้อบอุ่นและปลอดภัยท่านเคยดูแลเลี้ยงดูเราอย่างไร เราควรต้องมาดูแลลูกของเราเอาท่านเป็นแบบอย่าง  ในความรู้สึกตอนนี้คือเราควรนึกเป็นห่วงท่านท่านทำอะไรอยู่ในบรรยากาศอย่างนี้ อย่างน้อยผมว่าท่านก็นึกถึงลูก ๆ เหมือนกันในบรรยากาศแบบนี้ ท่านก็ไม่ลืมในบรรยากาศที่กอดปลอบลูกเมื่อลูกกลัวฟ้ากลัวฝน เอาผ้าห่มให้เมื่อลมมากลัวลูกเป็นหวัดเป็นไข้

          ของกินทางกายคงไม่สำคัญเท่าอาหารทิพย์ทางใจสำหรับพ่อแม่ ที่เราควรหาให้ท่านได้ทานเมื่อท่านอายุมากแล้ว นั้นคือท่านได้เห็นลูกสบาย ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญลูกของท่านเป็นคนดีของสังคม