บางที การได้เที่ยวสถานที่ดี ๆ กับคนดี ๆ ชีวิตก็มีชีวาแล้ว

         วันที่ 11/05/46 เป็นกำหนดการที่เราได้รับมอบหมายจาก คุณอาจารย์ Ongkuleemarnให้ไปทัศนศึกษาที่หอศิลป์ จ.เชียงใหม่   อาจารย์บอกว่าหอศิลป์จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่หลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์  ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตั้งหลายครั้งหลายครา  ข้าพเจ้าเห็นตึกหลังสีขาว ๆ  เล็ก ๆ อยู่หลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ข้าพเจ้าไม่เคยสงสัยมาก่อนเลยว่าเป็นตึกอะไร ทำไมต้องตั้งอยู่ตรงนั้น  ตอนอาจารย์เสนอสถานที่ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นหรืออยากไปแต่อย่างใด เพราะวันนั้นเป็นวันหยุดจึงอยากพักผ่อนมากกว่า


          เช้าวัน พุธที่ 11/05/54 เวลา 8.30 ข้าพเจ้าและพี่ น้องหล้าเดินทางออกจากที่พัก เพื่อไปที่หอศิลป์ เพื่อให้ทันกำหนดการในเวลา 9.00   พอไปถึง เราก็สนทนากับเพื่อน ๆ ในห้องที่มาถึงก่อนหน้า พวกเราทุกคนมากันอย่างพร้อมเพียง ใส่ชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่อย่างถูกระเบียบ  สักพัก ก็เห็นรถกระบะที่มีโครงหลังคาหุ้ม  ข้างในบรรทุกเด็กอยู่เต็มลำรถ และมีตัวหนังสือติดอย่างเด่นชัดว่า รถรับ – นักเรียน   ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นว่าน่าจะเป็นครูและนักเรียน พอรถคันนั้นจอด ก็เห็นผู้ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นครูนำนักเรียนตัวน้อยๆ อายุประมาณ 4 - 6 ขวบ กลุ่มนั้นลงจากรถ  เด็กๆ ใส่เสื้อคอกลมสีชมพูอ่อน  และใส่กางเกงขาสั้นสีดำ รองเท้าหุ้มส้นสีดำ     พอเด็กๆลงจากรถคุณครูก็ให้เข้าแถวและตามครูไป(อย่างเป็นแถว) ทำให้รู้และเข้าใจทันทีเลยน้อง ๆ กลุ่มนี้ ก็น่าจะมาทัศนศึกษาที่หอศิลป์เหมือนกัน     ความคิดแรกในขณะนั้นคือเด็กเหล่าดีจังเลย มีโอกาสมาศึกษานอกสถานตั้งแต่เด็กด้วย ส่วนความคิดที่สองคือ รู้สึกว่าตัวเองเด็กลงประมาณ 4 - 5 ปี


        สักพักอาจารย์ Ongkuleemarn  ก็มาถึง แล้วพวกเราก็รวมตัวกัน เช็คชื่อพร้อมรวบรวมเงินกันคนละ 10 บาท เพื่อเป็นค่าบำรุงให้กับทางหอศิลป์ แล้วก็เดินเข้าไปลงทะเบียนที่หน้าประชาสัมพันธ์ (โดยมีครูนำแต่ไปอย่างไม่เป็นแถว) จากนั้นวิทยากรก็ให้เราแบ่งกันเป็น 2 กลุ่มแยกกันเพื่อความทั่วถึงในการบรรยาย กลุ่มที่หนึ่งศึกษาชั้นล่างและเข้าไปก่อน ส่วนกลุ่มของข้าพเจ้า วิทยากรได้พาพวกเราไปชั้นบน

บริเวณทางขึ้นหอศิลป์ เชียงใหม่

 


          วิทยากรเริ่มสอนพวกเราก็ถ่ายรูป(ตามจริงถ่ายรูปก่อนที่วิทยากรจะบรรยายแล้ว) วิทยากรเริ่มบรรยายถึงประวัติต่างๆและการก่อตั้งหอศิลป์รวมถึงประวัติความเป็นมาของการเป็นเชียงใหม่ 


         ข้าพเจ้าสนใจอย่างไม่รู้ตัวเพราะวิทยากรบรรยายได้น่าสนใจทุกเรื่องแต่ข้าพเจ้าเลือกสอบถามเฉพาะในเรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจ อยากรู้จริงเท่านั้นเพื่อความมีมารยาท
 มีภาพจำรองภาพหนึ่งซึ่งดูจากภายนอกแล้วไม่มีอะไรวิเศษเลย

เป็นรูปหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งทอผ้าอยู่ วิทยากรบอกว่านั้นเป็นการจำลองวิถีชีวิตของคนเมือง ว่าเป็นอย่างไร กินอยู่อย่างไร มีอาชีพหลักคืออะไร และจุดที่ข้าพเจ้าสนใจที่สุดคือ วิทยากรบอกว่า คนเมืองจะให้ความสนใจกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ข้าพเจ้าสะดุดและคิดว่าตัวเองฟังผิดไป จึงถามวิทยากรอีกรอบเพื่อความแน่นใจ คำตอบคือ ใช้แล้วครับ คนเมืองจะให้ความสำคัญกับบุตรสาวมากกว่าบุตรชาย เพราะคนเมืองมีการนับถือผีปู่ย่า หรือผีบรรพบุรุษ  บุตรสาวคนโตจะเป็นผู้สืบสานสายสัมพันธ์ระหว่างผีปู่ย่ากับญาติๆที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่บุตรชายเมื่อโตขึ้นแล้วต้องออกเรือนไปอยู่กับฝ่ายหญิง จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างคนเมืองและพวกเรา คนเมืองให้ความสำคัญกับบุตรสาว แต่พวกเราเมื่อมีบุตรสาวก็เหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน 


         วิทยากรยังเล่าเรื่องที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชนเผ่าต่าง ๆ การติดต่อซื้อขาย ประวัติการครองเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนกลายเป็นเชียงใหม่ได้ในปัจจุบัน ...  ข้าพเจ้าเดินตามวิทยากรทุกฝีก้าวเพื่อเก็บเกี่ยวรายละเอียดความรู้ให้มากที่สุด วันนี้จึงเป็นวันหยุดสุดพิเศษที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน คุณค่า และความรู้
ทั้งนี้ต้องขอบพระคุณท่านวิทยากรของทางหอศิลปวัฒนธรรมทุกท่าน ที่ให้ความรู้และประสบการณ์ดี ๆ ให้พวกเราทุกคน ตลอดจนอาจารย์Ongkuleemarn ที่ปริเวลาวันหยุดมาเพื่อความรู้ของนักศึกษาอย่างแท้จริง


    ข้าพเจ้าขอให้พระเจ้าอวยพระพรให้กับอาจารย์ Ongkuleemarn และวิทยากรทุกคนด้วยค่ะ


อาชีพถลุงเงิน จ.เชียงใหม่

 

 

เรืองหางแมงป่องที่ใช้ขนส่งในสมัยก่อน

 

 

ร้านสะดวกซื้อ

 

 

ที่นั่งพักคลายเมื่อย

 

 

คุณยายนั่งนับเงินจากการขายของ

 

 

อยู่อย่างพอเพียง

 

 

ตลาดสดคนกันเอง