ร่วมเดือนมาแล้วที่รู้สึกว่ามีพลังลบบางอย่างก่อตัวขึ้นมาก่อกวน รู้สึกแล้วก็รับรู้มัน เฝ้าดูบ้าง ระวังบ้างไม่ให้มันก่อกวนจนกลายเป็นอารมณ์ลบ ติดเบรคปากตัวเองไว้หลายๆครั้ง ไม่ให้ปล่อยคำพูดที่อยากบอกความรู้สึกออกไปให้คนรับรู้ ก็ทำได้อยู่นะเมื่ออยู่คนเดียว หรือเมื่ออยู่กับคนอื่นแล้วมีเรื่องงานมาดึงสติให้ไปจดจ่อ
เวลาที่มีความรู้สึกอย่างนี้ จะนึกถึงพี่น้องชาวเฮขึ้นมาทุกทีไป จนทำให้ต้องถามใจ ว่าทำไมฤาจึงเป็นเช่นนั้น แล้ววันนี้ก็ได้คำตอบที่แท้เป็นเพราะ “พฤติกรรมเคารพการตัดสินใจที่มอบพร้อมความเอื้ออาทร” ที่มีให้กันนี่แหละ ที่พันผูกให้คนึงหาในยามที่ความรู้สึกเป็นเยี่ยงนี้
ในช่วงเดือนนี้ได้บทเรียนเรื่องการเยียวยาว่า เมื่อคนๆหนึ่ง ตกอยู่ในร่องอารมณ์ที่รู้สึกลบกับสิ่งที่ตัวเองเผชิญ ใครก็ไม่สามารถมาเติมยาเพื่อเยียวยาให้มีแรงหลุดพ้นร่องได้ นอกจากตัวเอง
วันนี้รู้สึกเหมือนนั่งเกวียน แล้ววงล้อเกวียนมันหมุนพาไปสู่หล่มเก่าแล้วติดอยู่
ในตอนที่ติดหล่มครั้งแรก มีใครคนหนึ่งติดตามอยู่เงียบๆและโผล่เสียงมามอบความห่วงใย ความรู้สึกแรกของครั้งนั้น คือ แปลกใจกับการรับรู้ของคนอยู่ไกล และความห่วงใยที่มอบมาให้อย่างจริงใจทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันเลย
ในครั้งนั้นเยียวยาตัวเองได้ด้วยการให้คำปรึกษาตัวเอง ถามตัวเองจนเข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆในความปรารถนา แล้วก็ผ่านมาได้เมื่อคำตอบมันโผล่ออกมาชัดพอให้ตัดสินใจ “เลือกทางเดิน”
หลังจากกำจัดขยะในใจออกไปได้แล้ว ความฉ่ำเย็นก็ค่อยๆก่อเกิดขึ้น แถมมาด้วยประสบการณ์ที่มีคุณค่า ซึ่งชักพาให้ได้พบผู้สอนวิชาเยียวยาคนที่หลากหลาย
ทีแรกก็ไม่เชื่อหรอกว่ากำลังตกหล่มอารมณ์ลบอยู่ ตอนที่รับรู้ ความคิดก็บอกว่า “เอาอยู่น่า ตามทันอยู่” เวลาอารมณ์มันโผล่ขึ้นมา จึงสัมผัสมันได้ไว และติดเบรคได้เร็ว
แต่พอเอาสติไปจับกับงานที่เข้ามามากมาย เดี๋ยวเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องนี้ แล้วลงมือทำทุกเรื่องอย่างตั้งใจใช้เวลาให้มีคุณค่าที่สุด พองานวายก็พบว่าบางเวลาก็เผลอใจ เมื่ออารมณ์โผล่ก็มีความรู้สึกอยากบอกให้ใครสักคนได้รู้ ก็บอกออกมา
ก็ได้เรียนว่า เมื่อคนฟังสงบนิ่งฟังเงียบ หรือในบางครั้งก็แลกเปลี่ยนมุมมอง ที่บอกประสบการณ์ว่าเรื่องราวและความรู้สึกนี้ เขาเคยผ่านมาก่อนและเข้าใจ ความรู้สึกในใจที่รับรู้ก็กลายเป็นบวกไปได้เองอย่างชวนอัศจรรย์
แต่พอพบกับคนฟังอีกคน ที่ไม่ได้ฟังเงียบๆ แต่แลกเปลี่ยนมุมมองของตนสะท้อนออกมาทันทีแบบวิเคราะห์วิจารณ์ ทั้งที่บอกเล่าออกมายังไม่จบ ความรู้สึกในใจกลับมัวๆ เสียงที่เปล่งออกมาในบางช่วงก็มีเสียงสะอื้นปน
แปลกใจกับอารมณ์ที่เกิด จนต้องเช็คตัวเอง ก็ตอบตัวเองได้ว่า ความรู้สึกมัวๆนั้นไม่ได้แฝงความโกรธ ความไม่พอใจ ความน้อยใจ แต่เป็นอารมณ์อะไรก็ตอบไม่ได้ แต่มันมีแรงผลักให้เปิดปากปล่อยคำพูดออกมา
เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นติดต่อกัน ก็บอกตัวเองว่า “ไม่ไหวแล้ว ต้องหาอารมณ์นี้ให้เจอ ไม่งั้นกู้อารมณ์บวกให้คืนกลับมาครองไม่ได้ ชีวิตไม่สงบสุขแน่ๆ ถ้าหามันไม่เจอ”
ครั้งนี้จึงใช้วิธีเดียวกันกับเมื่อครั้งก่อน ให้เวลากับตัวเองในการใคร่ครวญ หลายวันที่ผ่านมาก็ใช้วิธีใคร่ครวญแบบขบคิด แต่ใคร่ครวญอย่างไงก็ไม่มีคำตอบที่กระจ่าง กลับทำให้ความรู้สึกมัวๆเพิ่มมากขึ้น
จนมาถึงเย็นนี้ ลองใคร่ครวญใหม่ คราวนี้ไม่ขบคิด แต่ใช้คำถามป้อนกลับขอคำปรึกษาจากตัวเองแทน “ทำไมสะอื้นไห้” แล้วรอเลือกคำตอบที่ความคิดส่งผ่านมาให้ทีละคำตอบ ก็ไม่ได้คำตอบ จนถึงวินาทีหนึ่ง ก็มีคำหนึ่งผุดขึ้นมา ตอนนั้น หยุดคิด หยุดจับอารมณ์ไปชั่วขณะหนึ่ง
“ผู้พิทักษ์” คือคำที่โผล่เข้ามาในห้วงคิด
เมื่อคำนี้โผล่ขึ้นมา คำตอบก็หลุดผึงออกมาให้แจ่มชัด น้ำตาที่หลั่งนั้นเป็นเรื่องดีๆที่กำลังเกิิดขึ้น มันเป็นความอ่อนโยนที่ถูกส่งมอบมา เพื่อพิทักษ์ และช่วยปกป้อง ช่วยชะล้างฝุ่นที่กำลังจะจับให้ใจเปื้อน
จะว่าไปก็แปลกที่เมื่อรับรู้และกระจ่างใจว่า ที่แท้กำลังได้รับการพิทักษ์จากธรรมชาติในใจตัว ใจก็ใสมีพลัง
ขอบคุณพลังธรรมชาติที่เข้ามาช่วยไว้จริงๆ…..อิอิ ออกแล้ว ไชโย
วันนี้ได้เรียนรู้ว่า ความไม่รู้ เป็นอันตรายอย่างยิ่งไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของใครคนหนึ่งที่กล่าวว่า ความไม่รู้โดยนึกว่ารู้นั้นอันตรายยิ่งกว่า ยิ่งนานไปก็ยิ่งผิดทาง
ใจก็ใสมีพลัง
ด้วยการทำสมาธิแบบพระก็น่าจะได้นะครับ