จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson
 
          หนังสือเล่มนี้ บทที่ ๓ “เรื่องใหญ่ ๓ เรื่อง : เตรียมตัว เตรียมตัว เตรียมตัว” นี้มีหลายตอน   และเรื่องการจัดเอกสารเป็นตอนหนึ่งในบทนี้   ผมอ่านตอนนี้แล้วตีความว่า ครูที่เก่งต้องสามารถ ยึดกุมสถานการณ์ในการทำหน้าที่ครูได้ทั้งหมด   ไม่มั่วหรือรวนเรในสถานการณ์ที่ยุ่ง หรือมีภารกิจ หลากหลายด้าน ล้นมือ ล้นสมอง

          การเตรียมตัวจัดระบบเอกสารในการทำหน้าที่ครู ช่วยให้ครูมีระบบ ไม่ต้องพึ่งความจำมากเกิน ไป และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ผมถอดความรายการที่ ผศ. เลาแอนน์ เขียนในหนังสือมาทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นว่าครู ท่่านนี้มีความละเอียดลออเพียงใด  และให้เห็นว่าทุกเรื่องทุกขั้นตอนเป็นการฝึกฝนศิษย์ หรือการ เรียนรู้ของศิษย์ ทั้งสิ้น

 

จัดเอกสาร

 

     1. ถาดเอกสารเข้า   จัดหาถาดเอกสารสำหรับใส่เอกสารที่นักเรียนส่งครู  ถาดนี้ต้องลึกพอ ที่จะใส่เอกสารในแต่ละคาบได้หมด   โดยครูต้องบอกนักเรียนให้ส่งเอกสารในถาดนี้เท่านั้น ห้ามวางบนโต๊ะหรือที่อื่น  ถ้าเอกสารนั้นใหญ่ใส่ถาดไม่ลงต้องส่งกับตัวครูโดยตรง  และห้าม เด็กหยิบเอกสารจากถาดนี้เด็ดขาด รวมทั้งของตนเองด้วย  จะหยิบของเพื่อนดูก็ไม่ได้ เพื่อเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของนักเรียนแต่ละคน     
     ท่านผู้อ่านเห็นบทเรียนเรื่องความเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นไหมครับ
     เมื่อจบคาบครูต้องเก็บเอกสารจากถาดเข้าแฟ้มที่แยกตามสี เอาไว้จัดลำดับหรือตรวจการบ้านต่อไป

     2. แฟ้มบทเรียนประจำวัน   มีแฟ้มสีสวยสำหรับใส่เอกสารแผนการสอนแต่ละชั่วโมง หรือแต่ละวิชา ของวัน   ใส่เอกสารที่จะต้องให้คะแนน   เอกสารที่ให้คะแนนแล้ว   และเอกสารบันทึกเรื่องส่วนตัวของนักเรียนแต่ละคน   ถ้าต้องเอาเอกสารไปให้คะแนนที่บ้าน ก็เอาแฟ้มเล็กนี้ใส่แฟ้มใหญ่สำหรับการขน   เมื่อให้คะแนนเสร็จก็เอาเอกสารกลับเข้าแฟ้ม พร้อมกับแผนการสอนหรือบันทึกความจำสำหรับวันรุ่งขึ้น  โปรดสังเกตว่า ครูต้องใช้บันทึกช่วย อย่าใช้ความจำเพียง อย่างเดียว    
     
     3. แผนฉุกเฉิน   อาจเกิดอุบัติภัย เช่นไฟไหม้ แผ่นดินไหว   โรงเรียนต้องมีแผนฉุกเฉินเขียนไว้อย่างชัดแจ้ง รวมทั้งมีการซ้อมด้วย   ให้จัดแฟ้มใส่เอกสารนี้ เพิ่ม address  หมายเลขโทรศัพท์ที่บ้าน มือถือ ของตนเอง  ของญาติหรือเพื่อนสนิท   เวลามีการซ้อมอุบัติภัย ให้ฉวยแฟ้มนี้และพาเด็กไปในที่ปลอดภัย   แฟ้มนี้จะมีประโยชน์หากครูไม่อยู่ในยามฉุกเฉินนั้น ครูแทนหรือผู้อื่นจะมีข้อมูลสำหรับติดต่อ

     4. แฟ้มสำหรับครูสอนแทน   ครูคือมนุษย์ธรรมดา ย่อมมีการเจ็บป่วยหรือมีธุระสำคัญบ้าง   ต้องมีครูแทนมาสอน   จึงต้องทำแฟ้มสำหรับครูสอนแทนไว้   ใส่เอกสารรายชื่อนักเรียนในชั้น   ในกรณีที่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องลางาน ให้ใส่เอกสารแผนการสอนของวันที่ลางานไว้ในแฟ้ม   แต่พึงตระหนักว่า ครูสอนแทนแต่ละคนไม่เหมือนกัน   บางคนอาจสอนตามแผนการสอนที่ใส่ไว้ในแฟ้ม บางคนอาจคิดแผนการสอนของตนขึ้นมาเอง   ครูเลาแอนน์จึงเขียนบทเรียนด้วยตนเองขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่ไม่ใช่บทเรียนปกติ สำหรับให้นักเรียนเรียนเองเวลาครูเลาแอนน์ไม่อยู่   และหากเกิดปัญหาระหว่างนักเรียนกับครูสอนแทน เช่นนักเรียนแสดงความไม่เชื่อถือครู ครูเลาแอนน์ จะมีวิธีจัดการอย่างเคารพทั้งครูสอนแทน และเด็ก   นอกจากนั้น ครูเลาแอนน์ยังแนะนำให้จัดการเตรียมครูสอนแทนที่รู้จักกันหรือสอนแทนเข้าขากันด้วย
     
     4.  แฟ้มบทเรียนสนุกสนาน   “ครูเพื่อศิษย์” ต้องทำวิจัยเล็กๆ หาบทเรียนสนุกๆ ให้ความบันเทิงไว้ให้เด็กๆ ได้หย่อนใจบ้าง   เช่น บททดสอบสนุกๆ  บททดสอบเชาวน์  เกมคำศัพท์  ฯลฯ โดย อาจใช้สำหรับให้รางวัลเมื่อนักเรียนทั้งชั้นอยู่ในระเบียบวินัยดี  
     
     5. แฟ้มเรียนไม่ทัน   ครูเลาแอนน์แนะนำให้ซื้อแฟ้มที่มีหลายช่อง ยืดออกแบบหีบเพลงชัก (accordion-style folder) และเขียนชื่อ Make-Up Work ไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลังแฟ้ม   และติดป้ายแต่ละช่องด้วยอักษร A, B, --- Z  สำหรับใช้ใส่เอกสารหรือข้อทดสอบที่แจกในวันนั้น  เด็กที่ไม่มาเรียน ให้ใช้ดินสอเช่นนามสกุลที่หัวกระดาษและเอาใส่แฟ้มในช่องตัวอักษรตัวหน้าของนามสกุล   พร้อมทั้งเขียนสรุปบทเรียนนั้นย่อๆ เหน็บไว้ด้วยกัน   เพื่อให้นักเรียนมาหยิบเอกสารนั้นไปเรียนและทำการบ้านเอง   ช่วยประหยัดเวลาของครู   แต่ถ้าเป็นนักเรียนชั้นเล็ก ครูต้องช่วยเตือนให้นักเรียนมาหยิบเอกสารไปเรียน  และครูต้องแสดงท่าทีว่าพร้อมจะช่วยเหลือแนะนำ

     6. ทำใบอนุญาตเข้าห้องสมุด ห้องพัก ห้องอาบน้ำ  ผมเข้าใจว่าโรงเรียนที่อเมริกามีใบอนุญาตนี้   ครูเลาแอนน์แนะนำให้ครูกรอกใบเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง   แต่อย่าลงนามไว้ล่วงหน้า   เวลาเด็กมาขอ ก็เซ็นชื่อแล้วให้เด็กได้อย่างรวดเร็ว   หรืออาจสร้างระบบให้เด็กกรอกรายละเอียดเอง แล้วครูเซ็นชื่อ

     7. ถ่ายสำเนารายชื่อนักเรียน  ถ่ายไว้ ๒ – ๓ ชุด สำหรับไว้ใช้ทำบันทึกว่านักเรียนคนไหนได้รับรางวัล  ประวัติการมาเรียน  การกำหนดโต๊ะนั่ง  การจัดทีมทำโครงงาน  ทีมเดินทางทัศนศึกษา  ทีมซ้อมหนีไฟ  และโอกาสอื่นๆ ที่ต้องการใช้รายชื่อ  ครูเลาแอนน์จะเอารายชื่อไปไว้ที่บ้าน ๑ ชุด สำหรับใช้ชื่อของนักเรียนในประโยคที่ใช้ในข้อทดสอบ หรือในเรื่องราวที่ครูแต่งให้นักเรียนอ่าน  การใช้ชื่อนักเรียนจะทำให้เด็กรู้สึกพอใจ   โดยมีข้อเตือนใจว่าต้องใช้ชื่อเด็กให้ทั่วหน้า   อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าครูรักเด็กไม่เท่ากัน

     8. ซื้อลังพลาสติกไว้ใส่แฟ้มนักเรียน   ถ้าสอนนักเรียนหลายชั้นซื้อ ๑ ลังต่อชั้น  แยกสีและติดแถบสีที่แฟ้มนักเรียนให้ตรงกับลัง   เพื่อให้แยกได้ง่าย   แฟ้มนักเรียนนี้จะหนาขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลังของปี  และครูจะใช้ใส่เอกสารสำหรับเด็กที่ขาดเรียน เช่นเอกสารการบ้านที่นักเรียนส่งไว้และครูเพิ่งคืนนักเรียนในวันนั้น  ครูจะเอาใส่แฟ้มไว้ให้   เมื่อเด็กมาเรียนก็มาเอาจากแฟ้มได้เอง   แฟ้มนี้เป็นของส่วนตัวของนักเรียนแต่ละคน   เด็กๆ มักชอบตกแต่งด้วยภาพสวยๆ หรือประโยคเพราะๆ   ครูจะไม่ห้าม แต่ห้ามเขียนคำหยาบ หรือภาพไม่เหมาะสม   ครูเลาแอนน์เขียนเล่าวิธีจัดแฟ้มอย่างเป็นระบบละอียดมาก 

     9. เตรียมงานให้นักเรียนเกเรทำ  โดยจัดแฟ้มที่เขียนชื่อให้เห็นชัดเจนเปิดเผย เตรียมแบบฝึกหัดใส่แฟ้มไว้ ๕ – ๖ แบบฝึกหัด  และนัดแนะกับหัวหน้าบรรณารักษ์ห้องสมุดว่าครูอาจส่งนักเรียนที่ไม่อยู่ในวินัย ไปทำแบบฝึกหัดที่นั่น   โดยขออย่าให้ทางห้องสมุดยอมให้เด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม   เด็กที่จะถูกจัดการแบบนี้คือคนที่มีพฤติกรรมรบกวนการเรียนของชั้นเรียนซ้ำๆ   เมื่อถึงขั้นที่ครูไม่ควรทนให้เรียกเด็กมาหา เปิดแฟ้ม “นักเรียนเกเร” ให้เห็นชัดๆ  และหยิบแบบฝึกหัดชิ้นหนึ่งส่งให้ บอกให้ไปนั่งทำคนเดียวในห้องสมุด พร้อมทั้งเซ็นใบเข้าห้องสมุดให้   ให้นักเรียนกลับมาที่ห้อง ๑ นาทีก่อนจบคาบเรียน   หากนักเรียนไม่ทำตาม จะแจ้งครูใหญ่หรือฝ่ายวินัย

     10. แฟ้มนักเรียนทำผิด  จัดแฟ้ม นักเรียนทำผิด โดยเขียนชื่อแฟ้มอย่างชัดแจ้ง(Misbehavior) เตรียมรับมือกับเด็กที่จงใจก่อกวนชั้นเรียน   และเขียนแบบฟอร์มไว้ ๒ – ๓ ใบไว้กรอกชื่อนักเรียน และรายละเอียดของการก่อกวน  และเซ็นชื่อ  เมื่อเกิดเหตุและครูดึงแฟ้มออกมา   จะสื่อต่อนักเรียนทั้งชั้นว่าครูตั้งใจสอน และไม่อดทนต่อการก่อกวน   ครูจะตามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาพาตัวเด็กไปหาครูใหญ่   โดยไม่โต้เถียงกับเด็กที่จงใจก่อกวน

     11.  สมุดคะแนน  ต้องมีสมุดบันทึกคะแนน แม้จะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการให้คะแนน   และบันทึก วิธีหรือระบบการให้คะแนนไว้ให้ชัดเจน  เข้าใจว่าระบบนักเรียนเข้า/ย้าย โรงเรียนและชั้นเรียน จะโกลาหลในช่วงต้นปี   ครูเลาแอนน์จึงแนะนำว่าอย่าเพิ่งทำสมุดนี้ในวันแรกๆ ของปีการศึกษา   ให้รอสองสามวัน (หรือสัปดาห์) รอจนนักเรียนนิ่ง (ไม่มีการย้ายเข้า/ออก ชั้นเรียน) แล้วจึงทำสมุดบันทึกคะแนน   ให้เรียงรายชื่อตามตัวอักษรตรงกันทั้งในสมุดและในคอมพิวเตอร์   โดยก่อนทำสมุดบันทึก ให้ copy หน้าแรกของสมุดบันทึกเอาไว้บันทึกคะแนนลำลองก่อน   ครูควรใช้สมุดบันทึกคะแนนช่วยในการบันทึกอีกหลายๆ เรื่อง เพื่อลดเวลาการทำงานของครูเอง   ได้แก่การลา การขาดเรียน การเข้าร่วมกิจกรรม การมีความพยายาม   เช่นเมื่อนักเรียนไม่มาเรียนก็ทำวงสี่เหลี่ยมสีแดงไว้ที่ช่องของนักเรียนคนนั้น   จะทำให้เห็นชัดเจน ไม่ต้องไปตรวจสอบกับเอกสารแสดงการมาเรียน   เมื่อนักเรียนที่ขาดทำข้อทดสอบมาส่งภายหลังก็จะลงคะแนนได้รวดเร็วไม่เสียเวลา   และกรณีนักเรียนโกหกโต้แย้งว่าตนมาเรียน ก็มีหลักฐานยืนยัน      
           
     ควรมีคอลัมน์คะแนนเพิ่ม และคะแนนลด สำหรับให้แก่นักเรียนที่แสดงความมานะพยายาม   หรือที่ก่อกวนในชั้น  ครูเลาแอนน์แนะนำให้ลงคะแนนลบด้วยดินสอ เพื่อให้สามารถแก้คะแนนได้ หากนักเรียนกลับตัวได้

     เรื่องการให้คะแนนนี้มีรายละอียดมาก  ผมไม่ได้สรุปมาทั้งหมด  
    

     12. ร่างแผนการสอน (เรียน)  ครูเพื่อศิษย์ต้องยกร่างแผนการสอนของทั้งปี ของเทอม สำหรับช่วยให้ครูมีภาพระยะยาวของการสอน   ช่วยให้ครูไม่สับสนง่ายเวลางานยุ่ง   และช่วยให้ครูยืดหยุ่นแผนการจัดการเรียนการสอนรายวันได้โดยไม่เสียกระบวนในภาพใหญ่  

     ตอนนี้ก็มีรายละเอียดมาก  คือครูเลาแอนน์ทำตาราง (ปฏิทิน) เรียนของทั้งปี   ใส่วันหยุด วันทำกิจกรรมต่างๆ ไว้   และทำตารางของแต่ละเดือน ให้ดูง่าย   แรเงาสีแดงลงในวันที่เด็กจะไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน  ในวันเหล่านั้นครูเลาแอนน์จะสอนสาระที่ยืดหยุ่น  คะแนนทดสอบสำหรับช่วงนี้จะไม่นับรวมในการให้เกรด  โดยจะกากะบาดว่าเด็กได้ส่งใบทดสอบแล้ว   เด็กที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเข้าเรียนก็ไม่เสียคะแนน เพราะการทดสอบช่วงนั้นไม่บันทึกคะแนน   แต่ครูเลาแอนน์จะไม่ประกาศให้เด็กรู้ เพื่อไม่ให้เด็กไม่สนใจเข้าเรียน 

     ครูเลาแอนน์ใช้สีเขียวไฮไล้ท์วันสอบประจำภาค และการสอบไล่ไว้   เพื่อใช้เวลา ๒ – ๓ วันก่อนหน้านั้นสอนทบทวนให้   และกำหนด ๒ วันหลังสอบที่จะไม่มีการบ้าน เพื่อให้ครูมีเวลาตรวจข้อสอบ   จากแผนเหล่านี้ครูเลาแอนน์ได้ภาพใหญ่แล้วว่าจริงๆ แล้วมีวันเรียน (สอน) แบบเข้มจริงๆ กี่วันใน ๑ ปี   

     ครูเลาแอนน์ยกตัวอย่างว่าตนสอนวิชาภาษาอังกฤษ  จะทำแผนการเรียนแต่ละหน่วยย่อย ด้วยตัวดินสอ (เพื่อให้แก้ไขได้)  ด้านการเขียนรายงาน (บทความ)   เรียงความ  รายงานผลการวิจัย  บทกวี  เรื่องสั้น  บทละคร  นวนิยาย  ไวยากรณ์  สุนทรพจน์  ตัวสะกดการันต์  การให้ความหมายศัพท์  เป็นต้น   ทำให้สามารถวางแผนได้ว่าจะทดสอบทักษะด้านใดบ้างเมื่อไร   โดยครูเลาแอนน์มีประสบการณ์ว่า หากกำหนดการทำแบบฝึกหัด และการทดสอบไว้ให้เป็นระบบล่วงหน้า จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น  เช่น กำหนดารทำแบบฝึกหัดคำศัพท์ทุกวันอังคาร  และทดสอบทุกวันศุกร์   ซึ่งจะช่วยความสะดวกในการทำงานของครูด้วย

     ครูเลาแอนน์ วางแผนกิจกรรมให้นักเรียนทำ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ครูจดบันทึกต่างๆ   ที่น่าสนใจคือครูฉายถ้อยคำที่ตีความได้หลายแบบ   หรือถ้อยคำเชิงคุณธรรมจริยธรรม   ให้นักเรียนอ่านและนึกตีความเงียบๆ ด้วยตนเอง ๕ นาที (ระหว่างที่ครูจดบันทึก)  แล้วใช้เวลาหลังจากนั้นอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน 
   
     13. เตรียมใบต้อนรับนักเรียน  นอกจากกล่าวต้อนรับนักเรียนแล้ว ครูเลาแอนน์ยังมีใบต้อนรับ ๑ หน้า เป็นลายลักษณ์ด้วย   คำต้อนรับนี้ ที่จริงก็คือการทำความเข้าใจ หรือข้อตกลงในการร่วมมือกันอย่างราบรื่นระหว่างนักเรียนกับครู   โดยครูต้องตัดสินใจว่าจะใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ   โดยถ้อยคำที่ไม่ควรใช้คือคำว่ากฎระเบียบ หรือข้อบังคับ   เพราะจะแสลงใจนักเรียน โดยเฉพาะวัยรุ่น

     ตัวอย่างหัวข้อ ในใบต้อนรับ : หัวข้อและวัตถุประสงค์ของวิชา  กติกา (เคารพตนเองและผู้อื่น  ไม่มีการดูถูกกันเรื่องเชื้อชาติ ผิว ภาษาแม่ เพศ ความพึงพอใจในการดำรงเพศ ศาสนา รูปร่าง ขนาดตัว  ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความเคารพความเป็นส่วนตัว)  ความเป็นระเบียบ  ข้อตกลงระหว่างนักเรียนกับครู  นำเครื่องใช้ในการเรียนมาโรงเรียน  การบ้าน  การมาเรียน  การทำงานเสริม  การมีวินัย  ความสนุกสนาน   

     ทั้งหมดนั้น ก็เพื่อผลประโยชน์ของนักเรียน  โดยต้องมีถ้อยคำที่แสดงว่าครูพร้อมที่จะช่วยเหลือนักเรียนในทุกเรื่อง   แต่นักเรียนต้องรับผิดชอบ   ต้องเคารพตนเอง และเคารพผู้อื่น   ไม่ก่อกวนชั้นเรียน

 

เตรียมตัวเอง

     1. เตรียมกำหนดขั้นตอน  ให้ไปนั่งในห้องเรียน แล้วกำหนดขั้นตอนในใจว่าจะทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็นอย่างไรบ้าง  เช่น จะให้นักเรียนขออนุญาตเข้าห้องน้ำอย่างไร   เมื่อจบชั้นเรียนจะให้นักเรียนเดินแถวออกจากห้องอย่างไร   ระหว่างเรียนเมื่อครูตั้งคำถาม จะให้เด็กยกมือให้ครูชี้คนตอบ หรือจะให้ตะโกนตอบทันที แย่งกันตอบก็ได้   เด็กจะส่งการบ้านสายอย่างไร  ฯลฯ บันทึกกระบวนการหรือขั้นตอนเหล่านี้ไว้ในกระดาษบันทึกเรื่องละแผ่นเพื่อกันตนเองสับสน   ซึ่งจะทำให้เด็กสับสนและไม่เชื่อถือครู  
  
     การสอนขั้นตอนเหล่านี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง   ต้องระมัดระวังว่าจะสอนเมื่อไร สอนรวดเดียวทั้งหมด หรือค่อยๆ สอนทีละน้อย   จะทำเอกสารแจกทั้งหมดหรือทีละเรื่อง

     2.   เตรียมกำหนดวินัย   ควรให้นักเรียนร่วมกำหนดวินัยที่จะใช้ในห้องเรียน   โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของทุกคนในชั้นเรียน   คือมีความสงบเรียบร้อย ช่วยให้การเรียนได้ผลดี   วินัยแต่ละข้อต้องมีการกำหนดมาตรการลงโทษผู้ทำผิดไว้ด้วย  การลงโทษควรรุนแรงขึ้นหากนักเรียนคนเดิมทำผิดซ้ำ   รวมทั้งควรเตรียมบันทึกการทำผิด  การประชุมหารือหลังมีการทำผิด  และการส่งเรื่องถึงสำนักงานครูใหญ่

     ครูเลาแอนน์ ยกตัวอย่างคำพูด (สุนทรพจน์) ของตนต่อนักเรียน เพื่อกระตุ้นความรับผิดชอบ ความเคารพตนเองและผู้อื่น  และบอกว่า อาจมีนักเรียนบางคนหัวเราะ  แต่จะเป็นการส่งสัญญาณแก่เด็ก ว่าเรื่องนี้ครูเอาจริง 

     3. ทบทวนคำกล่าวตักเตือนนักเรียนที่ทำผิดวินัย  กติกาสำคัญสำหรับครูคือ ไม่กล่าววาจาที่แสดงความโกรธเกรี้ยวต่อเด็ก   คำกล่าวตักเตือนต้องแสดงความเมตตาและหวังดีต่อเด็ก  แต่ก็ต้องเจือความเด็ดขาดจริงจัง   การเตรียมถ้อยคำไว้จะช่วยให้ครูพูดได้ดีขึ้น

     4. ตรวจสอบตู้เสื้อผ้า   ครูต้องมีเสื้อผ้าอย่างน้อย ๒ – ๓ ชุดที่สวมสบาย และน่าดู   ต้องเข้าใจว่าเด็กจะต้องดูครูทุกวัน ตลอดเวลา   การที่ครูแต่งตัวน่าดู จึงช่วยให้เด็กๆ รู้สึกสบายใจ   แต่ไม่จำเป็นที่ครูจะต้องแต่งตัวเริ่ด   นอกจากนั้นต้องมีรองเท้าที่สวมสบาย   เพราะครูต้องยืนมาก เดินมาก

     5. หาเพื่อน  หามิตรที่เป็นเพื่อนครูห้องใกล้ๆ  หรือที่เป็นผู้บริหาร สำหรับช่วยเหลือกันเวลามีนักเรียนเกเร   และเพื่อปรึกษาหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องต่างๆ

     6.   คุยกับเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน   เจ้าหน้าที่สายสนับสนุนจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เช่น โสตทัศนูปกรณ์  ห้องสมุด รักษาความปลอดภัย   ครูควรทำความรู้จักและแสดงท่าทีเคารพ ให้เกียรติ ให้ความสำคัญ

     7. ตรวจห้องเรียน   เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย พร้อมที่จะรับเด็กเข้าเรียนอย่างสะดวกสบาย   เป็นที่รื่นรมย์ 

     8. พักผ่อน   ขั้นตอนสุดท้ายคือพักผ่อน  ทำใจให้สงบสบาย  เตรียมตัวพบ “ลูกๆ” ที่น่ารัก

 

     ผมจงใจเก็บความมาให้ครบทุกขั้นตอน  แม้ไม้ได้เก็บรายละเอียดมาทั้งหมด  นำมาฝากครูเพื่อศิษย์   เพราะเห็นว่าวิธีคิด และวิธีการ ของครูเลาแอนน์นี้ สะท้อนความเป็นครูเพื่อศิษย์อย่างดียิ่ง   และสะท้อนจิตใจที่อยู่กับความเป็นจริง ว่าจะต้องมีเด็กเกเร เด็กจงใจแกล้งหรือท้าทายครูอยู่บ้างเสมอ   ครูต้องเตรียมพร้อมเผชิญความท้าทายนั้น

 

วิจารณ์ พานิช
๑๓ เม.ย. ๕๔