"ดงบั้งไฟ" คนอุบลรู้จักดี คนต่างจังหวัดอาจต้องทำความเข้าใจ หลายคนบอกว่าเขียนผิดหรือปล่าว? ไม่ผิด.. หลายคนบอกว่ามะไฟ รึปล่าว? ไม่ใช่.. คำว่าดงบั้งไฟเป็นช่ือเรียกป่าสาธารณะประโยชน์ ประเภทใช้ร่วมกันของชุมชนเนื้อที่ประมาณ ๔ร้อยกว่าไร่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่๑ บ้านหมากมี่ ตำบลกระโสบ อำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดไปทางอำเภอตาลสุม ๘ กิโลเมตรผ่านสี่แยกกุดลาดไปนิดเดียว ที่เรียกว่าดงบั้งไฟ สืบเนื่องมาจากบุญประเพณีเดือนหกของพี่น้องชาวอีสานคือบุญบั้งไฟ เมื่อถึงฤดูกาลพี่น้องในตำบลกระโสบก็จะนำบั้งไฟไปจุด ซึ่งมีหมู่บ้านหนองทาม บ้านกระโสบ บ้านดอนนกชุม บ้านหมากมี่ เวลาที่จุดบั้งไฟก็ให้ตั้งลำให้ไปตกที่ป่าสาธารณะประโยชน์นั้น สมัยก่อนท่อบั้งไฟทำด้วยเหล็ก เมื่อบั้งไฟตกที่ไหนเจ้าของก็ตามไปขุดเอา บางทีลงลึกมากจนกลายเป็นบ่อ ขุดต่อไปเจอตาน้ำใต้ดิน อีสานเรียกว่า "น้ำส่าง" ต่อมาเอาท่อซีเมนไปครอบเรียนว่า "ส่างท่อ" ดังนั้น ดงที่บั้งไฟไปตกนั้นเดิมทีเดียวเรียกว่า "ดงค้างไฟ" ต่อมาเมื่อหลวงพ่อใหญ่เจ้าคุณพระเทพกิตติมุนี นำพาลูกหลานไปพัฒนาขอใช้พื้นที่จากอ.บ.ต.และสร้างเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น จึงเรียกใหม่ว่า "ดงบั้งไฟ" เป็นแมคโครเป็นโลตัสของชาวบ้านครอบคลุม ๓ ตำบลคือปทุม กุดลาดและกระโสบ ชาวมหาจุฬาฯมีความภูมิใจที่เห็นชุมชนเป็นสุขกับของป่าและหาเลี้ยงชีพได้อย่างมีสุข ตรงนี้จึงเป็นร้านสะดวกใช้ของชุมชน
และในช่วงต้นเดือนมิถุนายนจะเข้าสู่ฤดูฝน ของป่าเริ่มออก เช่นเห็ดชนิดต่างๆแมลงชนิดต่างๆ รวมทั้งยอดไม้ หน่อไม้ หลากหลายชนิด ที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ ในตอนเช้าช่วง๙โมงถึงเที่ยงทำให้ดงบั้งไฟทั้งป่ารู้สึกคึกคักไปด้วยเสียงเรียกหากันในป่าทึบ ช่วงบ่าย๒โมงถึง๕โมงอีกรอบ เราจะได้เห็นชาวบ้านตำบลกระโสบ ตำบลปทุม ตำบลกุดลาด ต่างหิ้วและหาบของป่าออกมาจากป่า ส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดต่างๆ พอออกไปถึงปากทางถนนสมเด็จ บ้างก็จัดแจงเป็นห่อๆ วางจำหน่ายริมถนน ผู้คนผ่านไปแวะซื้อ ก็ได้เงินไปดีกว่าหาบ อย่างนี้จะไม่เรียกว่าร้านสะดวกใช้ของชุมชนก็คงไม่ได้
มิใช่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้น ช่วงเวลาว่างพระนิสิตพากันเดินเข้าป่าต่างหอบเห็ดกันออกมาเป็นการใหญ่ รวมไปถึงโชว์เฟอร์ขับรถของพระก็พลอยได้อาหารติดมือกลับบ้านไปด้วย ได้ทั้งส่วนประกอบเช่นผักติ้ว ผักหวาน ข่า ตะไคร้ ถ้าได้หนอไม้ก็จะมีใบหญ้านางด้วย คือเมื่อถึงบ้านแล้วพร้อมแกง เป็นอาหารสุดยอดของครอบครัว ถึงกับไม่ยอมวางช้้อน พ่อแม่ลูก ทานได้อาหารร่วมกันอย่างเป็นสุข ภายใต้ต้นทุนทางการเงินต่ำ ลักษณะเช่นนี้หาได้ไม่มากนัก เพราะในสังคมเมืองเป็นสังคมต้นทุนสูง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเรียก ดงบั้งไฟนี้ว่า เป็นร้านสะดวกใช้ของชุมชน