บางคน ก็ยังไม่รู้จักคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี เหนื่อยยากหรือสาละวนไปหาในสิ่งที่เองไม่มี ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา
ผมมีความไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับ “สมบัติ” และ “หนี้สิน” มากนัก ทำทุกอย่าง ตาม "เขาว่า" มาเกือบตลอดชีวิต

ทั้งๆที่เคยได้ยินคำว่า “สมบัติผลัดกันชม” “การมีหนี้เป็นทุกข์” มาก็บ่อย

และสำนวนฝรั่งที่ผมเคยได้ยินมาคือ ของที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนThe best thing in life is free.”

ที่ทำให้ผมเริ่มกลับมาสงสัยว่าเราดิ้นรนหา "สมบัติ" กันเพื่ออะไร

ด้วยการมีชีวิตแบบ "เขาว่า" ไม่มีความเข้าใจความจริง และสัจจธรรมของชีวิต ทำให้เกือบตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมได้วิ่งตามกระแสสังคมไปกับเขาเหมือนกัน

ผมเริ่มต้นชีวิตแบบ "เขาว่า" จากไม่มีอะไรเลย วิ่งหา "สมบัติ" สร้างหนี้  ล้างหนี้ สะสมสารพัด


และวันนี้ผมก็ “มี” อย่างที่สังคม "เขาว่า" กันว่า “ควรจะมี”

อเลิกหา เลิกสร้าง ก็หายเหนื่อย มีเวลาคิด มานั่งทบทวนว่า ที่ผ่านมา

  • ผมทำอะไร
  • ได้ผลอย่างไร และ
  • ถ้าย้อนเวลาได้ ผมจะทำ หรือไม่ทำอะไร

และเมื่อผมมาพิจารณาแล้ว
รู้สึกว่าทั้ง “สมบัติ” และ “หนี้สิน” สองสิ่งนี้

  • เป็นที่มาแห่งความทุกข์และเหนื่อยยากของชีวิต
  • ทั้งคนที่กำลังหา กำลังสร้าง และคนที่มีแล้ว
  • ที่มีรูปแบบของความเหนื่อย และความทุกข์ ในระดับมากน้อยต่างกันไป ตาม
    • ระดับความคิด และความเข้าใจความจริงของชีวิต
    • ความเข้าใจในการบริหารจัดการชีวิตและทรัพย์สิน และ
    • การปล่อยวาง และอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ

 

โดยเฉพาะ “ทรัพย์” นั้น

  • บางคนวิ่งหาทั้งชีวิต ก็ยังรู้สึกว่า “ไม่มี”
  • บางคนก็มีมาอย่างง่ายๆ
  • บางคนก็มีมาตั้งแต่เกิด

แต่บางคน ก็ยังไม่รู้จักคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี เหนื่อยยากหรือสาละวนไปหาในสิ่งที่เองไม่มี ทำให้ชีวิตเครียด หรือเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น

เมื่อมองย้อนกลับไปมาหลายๆรอบ สรุปบทเรียนและความรู้ ข้อดีและข้อเสีย ประโยชน์และโทษของสิ่งที่ทำมา

ก็มาถึงข้อสรุปว่า ถ้าผมไม่มีบางอย่างที่มีตอนนี้

  • ผมอาจจะไม่ได้เรียนรู้อย่างที่เรียนมา แต่ก็อาจจะมีวิธีการเรียนแบบอื่นๆ เป็นทางเลือกได้อยู่ (ถ้าคิดเป็นทำเป็น)
  • อาจจะไม่สามารถเลี้ยงชีวิตและครอบครัวมาได้อย่างที่เป็นในขณะนี้
  • อาจจะไม่มีสถานะทางสังคมได้ในระดับที่เป็นในขณะนี้
  • อาจจะดูถูกเหยียดหยาม และมองว่า “คนนี้ทำได้แค่นี้แหละ” ที่ผมอาจจะยอมรับไม่ได้

แต่พอมาถึงวันนี้

ผมกลับคิดว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมก็ยอมรับได้ โดย (คิดว่า) ไม่มี “อัตตา”


แต่สิ่งที่ผมมองว่าทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า
คุ้มกับการเกิดมา คุ้มกับการใช้ทรัพยากรของโลก ก็คือ

  • การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง ทำให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย ไม่เบียดเบียนใคร และ
  •  การเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือสังคม


อย่างอื่นไม่น่าจะมีความสำคัญอะไร


เป็นเพียงความรู้สึก อารมณ์ กิเลส ตัณหา ที่เกิดมาจาก “อัตตา”

ดังนั้น
ผมจึงมาเริ่มเข้าใจว่า “สมบัติ” นั้น มีไว้เพื่อการ “ประทังชีวิต” และ “การเรียนรู้”

แล้วเราก็

  • ไม่จำเป็นต้องมีมาก
  • ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องสร้างหลักประกันมากมาย อย่างมากก็เผื่อไว้เล็กๆน้อยๆ
    พอไม่ให้จวนเจียนเกินไป
  • ไม่ต้องกู้ ไม่ต้องยืม
  •  หาได้หรือมีเท่าไร่ก็ใช้เท่านั้น ไปเรื่อยๆ

แล้วชีวิตจะเบา ทุกข์น้อย ทั้งขณะที่มีชีวิตอยู่ และกำลังจะจากไป

เพราะ

  • การพยายามดิ้นรนหามาก ก็มักเป็นเหตุให้เหนื่อยมาก ทุกข์มาก แบบ “คนขยัน”
  • การมีมาก ก็ทุกข์แบบ “คนมี”
  • การเป็นหนี้ ก็ทุกข์ แบบ “ลูกหนี้”
  • การให้กู้ ก็ทุกข์แบบ “เจ้าหนี้”

แต่..คนที่ไม่มี แทนที่จะไม่ทุกข์ ก็กลับมามีทุกข์แบบ "คนไม่มี" เสียอีก

ผมจึงเพิ่งเริ่มเข้าใจปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของท่านในหลวงมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง


ที่ทำให้ผมเข้าใจความจริงของชีวิต “ปล่อยวาง” และ ทำจิตให้ “ว่าง” ได้มากขึ้น

วันนี้ ผมเข้าใจความสำคัญและประโยชน์ที่แท้จริงของ “สมบัติ” ประมาณนี้ครับ

ถ้าใครใช้เกินนี้ น่าจะเข้าเขตของ "ความทุกข์" จาก "สมบัติ" แล้วครับ

ขอให้ทุกท่านอยู่รอดปลอดภัยจากกองทุกข์ครับ