หลายคนพยายามหาคำตอบให้กับชีวิต แต่คำตอบที่ได้มาไม่ใช่คำตอบที่สาสมกับความต้องการของชีวิต ชีวิตของเขาก็ยังแสวงหาไม่รู้จบสิ้น เมื่อยังไม่ร่ำรวย ก็พยายามเหลือเกินที่จะให้ร่ำรวย แต่เมื่อร่ำรวยกว่าอดีตที่เป็นอยู่ ความร่ำรวยนั้นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอจะตอบให้กับความต้องการชีวิต เมื่อยังไม่มีก็พยายามแสวงหาให้มี แต่เมื่อมีแล้ว ความมีที่ว่านั้นก็ยังไม่เพียงพอจะตอบความต้องการของชีวิต

  ตกลงชีวิตนี้ต้องการอะไรกันแน่

  "เกิดมาทำไม" คำถามที่พุทธทาส ภิกขุเสนอขึ้นมาเพื่อให้คนได้ฉุกคิด คำถามนี้ เพื่อจะไปสู่คำตอบความต้องการที่แท้จริงของชีวิต

  หลายชีวิตประสบปัญหายุ่งยาก บางคนแก้ตก บางคนแก้ไม่ตก บางคนยอมแพ้ บางคนยังต่อสู้ บางคนหลีกหนีมัน ปัญหาที่มีอยู่ อาจแบ่งเป็น ๓ ระดับคือ ระดับยุ่งยากซับซ้อน ระดับยุ่งยากปานกลาง และระดับเล็กน้อย ปัญหาความยุ่งยากที่เราน่าจะแก้ไขต่อสู้ได้แบบไม่ลำบากนักคือสองระดับหลัง ส่วนปัญหายุ่งยากแบบซับซ้อนนั้น เราคงต้องใช้วิจารณญาณแบบซับซ้อนนั่นเองเข้ามาแก้ไข แต่ความสามารถในการใช้วิจารณญาณของแต่ละคนนั้น แตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวน่าจะมาจากน้ำหนักของประสบการยุ่งยากที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น นาย ก้อง เคยแกัปัญหาความสูญเสียที่คิดว่าเป็นความสูญเสียครั่งใหญ่ในชีวิตของตนได้ ความสูญเสียดังกล่าวนั้นคือการที่ลูกเมียอันเป็นที่รักสุดของตนประสบอุบัติเหตุสูญเสียชีวิต อนาคตที่วาดหวังไว้อย่างสวยหรู ลูกของฉัน เมื่อโตขึ้นแล้วจะให้เขาเรียนหมอ ครั้นจบจากเรียนหมอ จะให้เปิดคลินิก นั่นแสดงว่า รายได้ที่ได้มานอกจากงานประจำคือรับราชการหรือทำงานในหน่วยงานเอกชนแล้ว ยังมีรายได้พิเศษซึ่งเพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัวให้อยู่อย่างสุขสบาย ไอ้กล้า ที่เคยสบประมาทชี้หน้าด่าทออย่างเจ็บแสบท่ามกลางหมู่บ้านว่า ลูกของแกมันโง่ เมียของแกก็พิการ ชาติหน้าเถอะที่แกจะลืมตาอ้าปากได้ ถุย สถุลฯลฯ คำสบประมาทมันบาดลึกในหัวใจ กระตุ้นเตือนไอ้ก้องตลอดเวลา "คอยดูเถอะ ฉันจะลบคำสบประมาทให้ได้" แต่วันนี้ภาพฝันที่ไอ้ก้องฝันไว้ มันสลายลงอย่างฉับพลัน ไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว อับอายขายหน้า ความตั้งใจอย่างสูงส่ง คำสบประมาท มันฝังลึกในใจเขา "ตายดีกว่า อย่าอยู่ดูโลกอย่างอับอายอีกเลย" เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ใช้ผ้าขาวม้าผูกกิ่งไม้ และนำอีกข้างหนึ่งมาผูกคอ ก่อนกระโดดลงจากต้นไม้ เพื่อหวังว่า จะปลิดชีวิตนี้ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่พบผู้คนเหล่านี้อีก และหวังว่าจะได้พบลูกเมียอันเป็นที่รักของตน อนิจจา ปมผ้าขาวม้าหลุดออกจากกิ่งไม้ เขาหล่นลงมากองกับพื้นดิน เขาไม่ตาย ความคิดบางอย่างเข้ามาแทนที่ความคิดเดิม และก่อนที่เขาจะลุกขึ้น ความคิดหนึ่งก็เกิด "มันง่ายไปหรือเปล่ากับการจะต้องตายไปจากโลกนี้"ผ่านมาด้วยระยะเวลาจำนวนหนึ่ง วันนี้ ก้องมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเก่า วันหนึ่งแม่อันเป็นที่รักของเขาเสียชีวิต เขาทำหน้าที่ของลูกคือการบำเพ็ญกุศลศพตามประเพณี ทำบุญอุทิศแด่แม่ที่เขารัก "คนเรา เมื่อถึงเวลาก็ต้องตาย ไม่ตายช้าก็ตายเร็ว ไม่ตายแบบนี้ก็ตายแบบอื่น ถึงเวลามาก็ต้องมา ถึงเวลาไปก็ต้องไป มันเกิดแล้วมันก็ดับไป มันดับแล้วมันก็เกิดอีก ไม่มีอะไรยั่งยืน" ขณะที่ไอ้แก้ว เป็นคนข้างบ้านของไอ้ก้อง วันที่พ่อของตนเสียชีวิต เขาร้องไห้แทบเป็นแทบตาย ด้วยความรักที่ตนมีกับพ่อซึ่งชุบเลี้ยงเขามาแทนแม่ที่ตายไปเมื่อเขายังจำความไม่ได้ ขาดพ่อมันเหมือนกับขาดทุกอย่าง แก้วไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว จากสองตัวอย่างนี้ ก้องสูญเสียแม่ แต่แก้วสูญเสียพ่อ ความยุ่งยากทางความคิดนั้นแตกต่างกัน ความแตกต่างกันเพราะน้ำหนักของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมันแตกต่างกัน ดังนั้น เราคงเข้าใจไม่ได้ว่า สิ่งที่เราพบคือสิ่งที่โหดร้ายที่สุดกว่าสิ่งที่คนอื่นพบ แต่มันคือประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จริงอยู่แม้เราจะรู้สึกว่า มันโหดร้ายกับเราอย่างที่สุด มันยุ่งยากกับเราอย่างที่สุด มันทำลายชีวิตของเรา ถ้าเราผ่านมันไปได้ และเรารู้ว่าเรายังมีชีวิต เราจะพบคำตอบว่า ยิ่งเราผ่านความยุ่งยากมากเท่าไร เราจะรู้ว่า ชีวิตมันยิ่งมีคุณค่ามาก เพราะถ้าเราพบเจอแต่สิ่งดีๆในชีวิต ไฉนเลย เราจะรู้ว่ามันมีบางสิ่งที่ทำให้ชีวิตมันโลดเล่น จากความเย็นชา จืดชืดกลายเป็นความโลดเล่นบนเส้นทางชีวิต แต่สุดท้าย ผู้รู้สอนว่า อย่าไปยึดติดกับมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด มันเป็นเพียงปรากฎการณ์เท่านั้น