ผมเองสอน Appreciative Inquiry (AI) มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนมาตั้งเครือข่าย AI Thailand ปี 2550 สอนลูกศิษย์ให้มองโลกแบบ AI ขณะเดียวกันก็สอนตัวเองด้วยการมองโลกแบบ AI เหมือนกัน..AI สอนให้เรารู้ว่าในโลก ในทุกระบบ ทุกตัวคน ทุกองค์กร มีอะไรที่ดี ที่ซ่อนเร้นอยู่รอการค้นพบ..มาขยายผลให้ระบบมันดีขึ้นไปอีก..
...
ผมและลูกศิษย์มักเจออะไรที่น่าทึ่งอยู่เรื่อยครับ..มีหนหนึ่งมีนักศึกษารายหนึ่งสนใจทำวิจัย AI กับผม..เขาเลือกทำโรงงานแกะกุ้ง..(ล้งกุ้ง)..เริ่มต้นจากออกแบบคำถาม..ไปในโรงงานจริง..ถามจนได้คำตอบและนำมาขยายผล...ปรากฎว่าโรงงานสามารถเพิ่มผลผลิตจาก 7 ตันต่อวันเป็น 8 ตันต่อวัน..
....
"ฝีมือชัดๆ"
...
นานๆจะเจอเด็กอย่างนี้ซะที...แถมทำ Present ดี วาดรูปแสดงกระบวนการดี..(จนภายหลังมีกลุ่มชาวบ้านจากภาคใต้ เขียนจดหมายมา..ขอบคุณ และขอเรียนรู้..เพราะเขาพึ่งก่อตั้งกลุ่มแม่บ้านแกะกุ้ง..อยากหาเทคนิคการทำจากโรงงานอยู่พอดี)
...
ต้องหาโอกาสชมหน่อยละ..จบวิศวะจากที่ไหน..วิศวะที่นั่นต้องเจ๋งแฮะ...คุยกันแต่เรื่องงาน..ไม่เคยถามเลย เรียนวิศวะสาขาอะไร จากที่ไหน...
...
"คุณเทพดรุณ คุณจบวิศวะที่ไหน..."
"เปล่าครับ..อาจารย์..ผมจนดนตรีจากมหาสารคาม"
...
อึ้ง..เป่ว..เก่งเว๊ย..นี่นึกว่าจบวิศวะ..โดยเฉพาะสาขา IE (Industrial Engineering)..เพราะโครงการนี้คือการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) งานของ IE เขาชัดๆ..
...
กลายเป็นว่าทุกวันนี้กรณีศึกษาด้านวิศวกรรมที่ชาว AI Thailand พูดถึง และันำไปเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือกรณีศึกษา ที่พัฒนาโดยคนจบดนตรีจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามครับ..น่าทึ่งมากๆ..(ดูกรณีศึกษาเรื่อง Knowledge Managaement ใน www.aithailand.org)
....
เลยถามต่อ..ตอนเรียนดนตรีอาจารย์สอนคุณยังไง..เทพดรุณบอก.."พวกเราต้องรับผิดชอบ ดูแลวงดนตรีในภาพรวมครับ ต้องมองในเชิงระบบ..จัดการทุกอย่าง..ไม่ใช่แค่เล่นอย่างเดียว"
..
ครับ ภายหลังผมเอาเรื่องเทพดรุณไปคุยกับอาจารย์วิศวะ..เพื่อนกัน..(ผมก็จบวิศวะ) พวกเราต่างมีความเห็นว่า..การเรียนการสอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม..มีระบบการพัฒนา การหล่อหลอมนักศึกษาคล้ายๆ วิธีการของคณะวิศวะครับ..
...
และถ้ามองให้ดีๆ..การคิดเชิงระบบก็คือ Systems Thinking หนึ่งในวิธีการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้นั่นเอง...In Trend ไหมครับ..
...
เรื่องของเทพดรุณทำให้ผมนึกถึงหนังสือการตลาด ที่ดังที่สุดในโลกเล่มหนึ่งคือ..Why WE Buy โดย Paco Underhill ที่พูดถึงการนำคนจบดนตรี และศิลปะ มาทำงานวิจัยตลาด..เพราะว่ามักจะค้นพบอะไรที่คนทั่วไปมองข้ามครับ..เคยจ้างคนจบการตลาดโดยตรงมา กลับไม่ค่อยพบอะไร เพราะมัวแต่มาพิสูจน์ทฤษฎีในห้องเรียน..แต่คนจบดนตรีและศิลปะ เรียนมาอย่างนอกกรอบ จึงมักมองหาอะไรนอกกรอบ..ทำให้เจอแนวโน้มอะไรใหม่ๆได้ง่ายกว่า..
...
ผมบอกได้เลยครับ..คนจบดนตรี จบศิลปะ เป็นกลุ่มคนที่มีความน่าทึ่ง ทรงพลังและมีศักยภาพในการทำงานในด้านอื่นๆนอกเหนือจากดนตรี และศิลปะครับ..
...
ลองดูเรื่องราวมหัศจรรย์ของคนจบอะไรอ๊าทๆ ด้านอื่นๆดูนะครับ..
คนญี่ปุ่นนิยมจ้างคนจบอักษรศาสตร์มาทำการตลาดครับ..เพราะทำการตลาดระดับโลก..คนจบอักษรมีความรู้ และกลมกลืน มีความเป็นสากล รู้วัฒนธรรมสากลมากกว่า...อันนี้ยืนยันครับ..คุณอาของภรรยา จบอักษรจุฬา ทำงานการตลาดมาจนทะลุเกษียณ เก่งมาจนจะ 70 อยู่แล้วบริษัทยังไม่ไห้เลิกทำงานเลย..
I์NSEAD มหาวิทยาลัยสอน MBA ที่ถือเป็น Harvard ในยุโรป เริ่มมีโครงการส่งนักศึกษาไปเรียนศิลปะในวิทยาลัยศิลปะหนึ่งภาคการศึกษา..โดยไม่ต้องมาเรียนธุีรกิจเลย..เพราะมองเห็นว่าสุนทรียะสำคัญต่อโลกธุรกิจ ที่ต้องหนีการทำธุรกิจเน้นค่าแรงถูก ไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มากๆ..
ในอเมริกามีแนวโน้มมาซักพักให้..คนจบวิจิืตรศิลป์มาทำงานด้านการเงิน..(สมัยก่อนชอบวิศวะมากๆ) เพราะมองอะไรได้ลึกซึ้งครับ..และยุคนี้เศษรฐกิจสร้า้งสรรค์ก็มาแรงด้วย..
...
น่าทึ่งไหมครับ
....
ครับ..เวลาเจออะไรดีๆ ลองย้อนถามดูสิครับ..ว่าเด็กๆเรียนมายังไง ที่ไหน..คุณจะเจออะไรดีๆ..ครับ..
พูดง่ายเจอเรื่องดีๆ..พลังบวกๆดีๆ..ลองสืบหาที่มาหน่อยครับ..จะเจอเรื่องดีๆ..แน่นอนครับ
....
คุณล่ะ คิดอย่างไร

...
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณแนวคิดดีๆจากเรื่องนี้ค่ะ
ยินดีครับ คุณลำดวน
ขอบคุณที่แวะมานะครับ
เพิ่งตามมาอ่าน blog ของอาจารย์ น่าทึ่งมากครับกับสิ่งที่อาจารย์ค้นพบ ผมคงต้องปฏิวัติวิธีการเลือกสรรคนมาทำงานการตลาดใหม่หมดแล้วละครับ ขอบคุณครับ