วันนี้ตื่นนอนเวลาปกติ ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ฉันภัตตาหารเช้า เสร็จจึงวางแผนว่าจะไปเที่ยวชมถ้ำช้าง เจดีย์ และเจดีย์บนยอดเขาในเมืองต่องจี พร้อมขอแลกเงินจ๊าด ติดต่อรถเช่าเตรียมเดินทางแต่ปรากฏว่ารถเช่าประเภทรถเก๋งอย่างที่ใช้วันก่อนไม่ว่าง ส่งเพื่อนร่วมวงการมาก็ตกลงราคากันไม่ได้ เพราะคิดราคาแพงมากถึง 90000 จ๊าด สี่สุดต้องหาสองแถวหน้าวัดเชียงตุงในราคา 50000 จ๊าด ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่มีที่นั่งเพิ่ม ทำให้เราสามารถมีน้องสามเณรร่วมเดินทางได้อีกสามรูปและน้องเด็กวัดอีกหนึ่งคน เราออกเดินทางเวลาประมาณ 0830 น. รถสองแถวพาเราไปแวะเติมน้ำมันก่อนเป็นเบื้องแรก จากนั้นจึงมุ่งหน้าออจากเมืองตองจีไปทางทิศตะวันออกของเมือง บนเส้นทางที่ขุขระและแคบๆ กว่าที่ไปมาเมื่อวานนี้ ทั้งๆ ที่ทางสายนี้เป็นเส้นทางเชื่อมจากเองตองจีไปสู่เมืองเชียงตุง แต่ดูเหมือนถนนหนทางไม่ได้รับการพัฒนาเหมือนสายอื่นๆ รถเราเร่งเครื่องด้วยความยากละบากเพราะความเก่าของรถและคนขับ ท่ามกลางการเอาใจช่วยของพวกเรา และเมื่อได้โอกาสรถของเราก็วิ่งแซงรถบรรทุกเป็นครั้งแรก และผลก็คือล้อหลังซ้ายของรถเราก็ตกหลุมหินเล็กๆ เสียงดังสนั่น เมื่อพ้นรัสมีของรถบรรทุกคนขับของเราก็แอบจอดด้านขวามือ เมื่อสำรวจโดยรอบก็พบว่าล้อหลังซ้ายยางแตก คนขับสองแถวคนเก่งของเราก็งัดเครื่องมือออกมาอย่างใจเย็นทั้งแม่แร ประแจ ไม้รอง ถอดล้อออกมาอย่างง่ายดาย ประหนึ่งว่าจะถ฿กถอดเปลี่ยนเป็นประจำทุกวันก็มิปาน เก็บยางที่แตกขึ้นรถเสร็จเราก็เดินทางต่อ ด้วยสายตาของคนขับรถของเราที่สาดส่ายหาร้านปะยาง ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุนักเราก็มาถึงร่านปะยางร้านแรก คนขับรถของเราก็รีบเลี้ยวรถเข้าไปด้วยความหวัง เจ้าของร้านก็รีบงัดยางออกเพื่อตรวจสอบความเสียหายด้วยเครื่องมือที่แสนจะง่ายๆ เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานงั้นเถอะ ที่สุดก็พบความเสียหายคือยางนอกมีรอยทะลุ ยางในไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด แต่ที่ร้านไม่สามารถแก้ไขให้ได้และอนะนำให้ไปขอรับการแก้ไขจากร้านถัดไปอีกหมู่บ้านหนึ่งที่น่าจะมีเทคโนโลยีที่สูงกว่า คนขับรถของเรารีบหอบยางรถกลับใส่รถไปด้วยความหวัง ท่ามกลางความวิตกของพวกเราว่าหากระหว่างทางเกิดยางแตกอีกสักข้างหนึ่งแล้วพวกเราจะทำอย่างไร ในที่สุดเราก็มาถึงร้านปะยางที่แนะนำด้วยความโล่งอก เห็นคนขับรถมีตาเป็นประกายความหวังอย่างมาก คอยชี้โน่นชี้นี่บอกช่างขณะรอการปะยางนอกอยู่ ย้ำ "ยางนอก" ที่ดอกยางก็กร่อนจนไม่เหลือเป็นลายดอกให้เห็น เราเองก็พร้อมจะรอจนกว่าการซ่อมยางจะเสร็จแล้วจึงค่อยออกเดินทางต่อ เมื่อได้ยางกลับคืนกลายเป็นยางอะไหล่เพื่อความมั่นใจ เราก็ออกเดินทางต่อไปเป็นเส้นทางขึ้นเขาระยะทางประมาณ 25 ไมล์ แต่ดูเหมือนจะไกลมาก ระหว่างทางชาวบ้านประกอบอาชีพปลูกฝ้าย เราไปถึงหน้าทางเข้าถ้ำเวลา 1030 น. มีเด็กวัดที่นั่นออกมานิมนต์ให้ฉันเพลก่อน เราขอเข้าไปชมถ้ำก่อนจึงค่อยออกมาฉัน

ถ้ำช้าง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ เคยเป็นฐานที่มั่นทางทหารกองกำลังติดอาวุธ ปัจจุบันมีกองกำลังติดอาวุธปะโอซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองกำลังรัฐบาลพม่าดูแลอยู่ ตรงปากถ้ำมีที่รับบริจาค และบันไดสู่ห้องพักอยู่ด้านซ้ายของปากถ้ำ สังเกตเห็นหน้าต่างอยู่ด้านบน บณะที่ด้านขวาของถ้ำกำลังมีการสะกัดหินเป็นโพรง คิดว่าน่าจะมีวัตถุประสงค์เดียวกัน เราผ่านหน้าถ้ำเข้าไปด้านในก็ได้สัมผัสความเย็นที่ต่างกันอย่างริบลับกับแสงแดดภายนอกถ้ำที่เพิ่งผ่านเข้ามา ภายในถ้ำยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก มีหินงอกหินย้อยให้เห็นตลอดภายในที่มีความยาวมากๆ ขณะเดียวกันก็มีการสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไปบนผนังถ้ำเป็นระยะๆ ที่ไหนมีหินย้อยที่มีรูปทรงคล้ายฉัตรร่ม ก็จะมีการสร้างซุ้มพระพุทธรูปดูกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติของถ้ำตามสมควร บางส่วนถูกดัดแปลงให้เป็นพระแท่น ด้านในสุดของถ้ำมีการกั้นเขื่อนเป็นสระขนาดย่อมๆ มีน้ำพุอยู่กลางสระดูแปลกตาไม่น้อย เรากลับออกมาแวะฉันภัตตาหารเพลที่เพิงพักของวัด อาหารก็เป็นอาหารเจ มีผัดผักกาด ต้มซุบผักกาด ผักส้ม เป็นต้น ซึ่งก็อร่อยไม่หยอกเลยทีเดียว

ฉันเสร็จเราก็ออกเดินทางย้อมกลับมาเส้นทางเดิมสู่เมืองต่องจี ก่อนเข้าเมืองเล็กน้อย รถสองแถวที่ดูจะทรหดได้พาเราเลี้ยวซ้ายไปตามถนนที่แคบไม่ต่างกันนัก เพื่อไปชมเจดีย์ม่วยต่อกักกู่ ซึ่งตั้วอยู่ในเขตปกครองพิเศษของปะโอ ตลอดทางเราก็ยังลุ้นไม่เลิกเพราะดูเหมือนยิ่งขับก็ดูยิ่งไกล คือลุ้นว่ามื่อไรจะถึงซะที ระหว่างเส้นทางนี้ชาวบ้านปลูกกระเทียมกันมาก เรามาถึงพระธาตุ ก็หายเหนื่อยด้วยความอัศจรรย์ใจในความตั้งใจของคนสร้างพระธาตุที่สามารถแนรมิตเนินเขาเตี้ยๆแห่งนี้ให้เป็นลานพระเจดีย์นำร้อยนับพันองค์ เราเดินชมนมัสการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ทั้งจากมุมใกล้ไกล เห็นยอดพระเจดีย์แข่งขันกันพุ่งยอดสู่ฟ้าดูระลานตายิ่งนัก ประวัติการสร้าง ท่าสวาธิวัดเชียงตุงตองจีบอกว่าพระเจดีย์เหล่านั้นเป็นฝีมือการสร้างของคนไต ทั้วนี้หากสังเกตจากศิลปะการก่อสร้างก็เป็นงานศิลปะไต กล่าวคือเป็นลายนูนต่ำและดอกเล็ก แต่ปัจจุบันพม่าส่งพวกปะโอเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตามแสดงให้เห็นความร่วมมือกันในการกร่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นควาสามัคคีรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ร่วมสร้างสรรค์กระทั่งสำเร็จ นอกจากนี้พระเจดีย์เหล่านี้ยังได้รับการทำนุบำรุงซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง จากการสังเกตที่เห็นพระเจดีย์ที่ทรุดโทรมกลายเป็นกองอิฐก๊มี และมีพระเจดีย์ที่ได้รับการทำนุบำรุงบูรณะขี้นเป็นองค์ใหม่พร้อมยอดฉัตรที่ทดแทนของใหม่ด้วย

เราออกจากพระเจดีย์ม่วยต่อกักกู่ เดินทางกลับเข้าเมืองต่องจี รถสองแถวคันเก่งนำเราขึ้นดอยด้านหลังหรือทิศตะวันออกของเมืองต่องจี เพื่อนมัสการพระธาตุฉ่วยพงหยู ที่ท่านสวาธิวัดเชียงตุงย่างกุ้งบอกว่าเป็นฝีมือการก่อสร้างโดยคนไตทั้งสิ้น ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพม่า ที่พระธาตุแห่งนี้เป็นที่ชมทิวทัศน์เมืองต่องจีด้านทิศตะวันตก ซึ่งมองเป็นเมืองต่องจีตั้งอยู่บนที่ราบบนภูเขา เป็นบริเวณกว้างมีอาคารบ้านเรือนตั้งอยู่อย่างแออัด ปกติการมาเมืองต่องจีหากเราเดินทางมาจากที่อื่นก็จะต้องขับรถขึ้นเขาบนเส้นทางที่แยกกันระหว่างทางขึ้นกับทางลง เพื่อป้องกันอุปัติเหตุ หากมองเลยลงไปเบื้องล่างเราก็จะเห็นเมืองใหม่ที่เพิ่งเริ่มสร้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฟาร์มการเกษตร หรือแม้แต่สถานีขนส่งรถโดยสารจากเมืองต่องจีไปที่ต่างๆก็ตั้งอยู่ส่วนล่างนี่เอง

จากนั้นเราก็เดินททางไปที่เขาอีกหนึ่งลูกซึ่งอยู่ใม่ห่างกันมากนัก เพ่อนมัสการพระธาตุมหาธพธิจำนลอง และพระธาตุที่กำลังสร้งขึ้นใหม่ ภายในวัดพยะเวงต่อง เราพยายามมองดูเมืองต่องจีเพื่อสังเกตุดูส่วนที่เรารู้จัก แต่ก็หาไม่เจอ เพราะเราไม่ได้เที่ยวชมเมืองต่องจีอย่างทั่วถึงมาก่อน ได้เวลาพอสมควรเราก็กลับลงมาลัดเลาะตามถนนกระทั่งถึงวัดเชียงตุง วันนี้มี่กิจกรรมพิเศษอะไร นั่งเชียนบันทึก อาบน้ำ แล้วก็พักผ่อน