วันนี้ตื่นเช้ามาด้วยความอิดโรยเล็กน้อย ทำธุระเสร็จก็ลงไปฉันภัตตาหารเช้า เมนูวันนี้เป็นข้าวสวย ผัดกะหล่ำ ปลาทอด น้ำซุบ และอื่นๆ หลังอาหารเราได้สนทนากับท่านเจ้าอาวาสหลายเรื่อง และประสานเช่ารถไปเที่ยวชมปินตะยะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำสวยงาม และวัด ซึ่งคิดค่าเช่ารถในราคา 55000 จ๊าด

เราออกเดินทางจากเมืองต่องจีเวลาประมาณ 0730 น. มุ่งหน้าสู่เมืองปินตะยะ ระยะทางประมาณ 70 ไมล์ โดยเส้นทางจากเมืองต่องจีสู่มันดะเลย์ วันนี้เรามีสามเณรสองรูปจากวัดเชียงดุง ต่องจี ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งเมื่อสอบถามก็ได้ความว่าเป็นการเดินทางไปเที่ยวชมปินตะยะเป็นครั้งแรกเช่นกัน เมื่อถึงเมืองอ่องปานที่รถบัสมาจอดพักเมื่อคืนที่ผ่านมา รถของเราเลี้ยวขวาตามถนนแคบๆ (แคบกว่าเดิม) ผ่านหมู่บ้านชุมชนเล็กๆ เรื่อยไปสู่ปินตะยะ สักพักใหญ่(มาก) เราสังเกตเห็นถ้ำ อยู่บนเขาด้านซ้ายของถนนดังกล่าว หากมองจากถนนจะเห็นเส้นทางเดินที่มีหลังคามุงสังกะสีตามแบบที่เห็นที่วไปในพม่าเป็นทางยาวยากตีนเขาสู่ถ้ำและไปสู่เขาลูกอื่น ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด รถของเราลั้ยวซ้ายจากถนนหลักมุ่งหน้าสู่ถ้ำ ขึ้นไปจอดที่ลานจอดรถ แล้วเราก็เดินตามทางเดินไปแวะซื้อแจกันดอกไม้สดขึ้นลิปต์ลักษณะเดียวกับที่พระเจดีย์ชเวดากองออก ณ ทางเดินเชื่อมสู่ตัวถ้ำ

เมื่อเราเดินผ่านประตูเข้าไปภายในถ้ำเพียงแค่ปากถ้ำเท่านั้น เราก็ต้องตะลึงกับความงาม จากความงามตามธรรมชาติของถ้ำโดยทั่วไปที่จะมีหินงอกหินย้อยที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ แต่ที่นี่กลับเป็นความงามที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น ภายในถ้ำมพระเจดีย์สีทองประดิษฐานอยู่ตรงส่วนกลางของห้องแรกของถ้ำ และบริเวณโดยรอบผนังถ้ำมีพระพุทธรูปปิดทองคำเหลืองอร่ามขนาดต่างกันประดิษฐานอยู่ตั้งแต่ส่วนที่ติดพื้นจนถึงส่วนบน เว้นก็เฉพาะส่วนเพดานที่คงจะประดิษฐานลำบาก ทำให้ห้องนี้ทั้งห้องสุกประกายด้วยสีทองสะท้อนจากพระเจดีย์และพระพุทธรูปดูงดงามและน่าประทัยใจยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีการแบ่งส่วนที่ลึกเข้าใปให้เป็นห้องเล็กที่ก็มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในแต่ละห้องเต็มไปหมด หลังจากได้กราบนมัสการพระเจดีย์และทำบุญเสร็จ เราก็เริ่มเดินสำรวจภายในถ้ำด้วยกความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะตามทางเดินแคบๆภายในถ้ำที่โดยปกติคงจะเป็นห้องโถงที่กว้างใหญ่เหมือถ้ำโดยทั่วไปนั้น บัดนี้เต็มไปด้วยพระพุทธรูปขนาดต่างกัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ประดิษฐานตลอดทางเดิน  ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดด้วยทองคำเปลวอย่างประณีต องค์ที่อยู่ริมทางเดินก็จะมีรอยหลุดลอกของทองบ้าง เนื่องมาจากผู้เดินชมต้องอาศัยเป็นที่จับเพื่อป้องกันการหกลัมขณะเดินชมถ้ำ พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในถ้ำแห่งนี้มีเจ้าภาพมาสร้างถวายไว้ ทั้งคนท้องถิ่นและนักเดินทางจากหลายประเทศโดยมีแผ่นหินอ่อนแกะสลักชื่อเจ้าภาพติดอยู่ตรงฐานพระพุทธรูปเป็นที่หมาย สังเกตจากห้องถัดเข้าไปด้านใน เราเริ่มเห็นป่ายหินอ่อนแกะสลักด้วยภาษาอังกฤษสลับบ้างเป็นเครื่องหมาย แสดงว่ามีทั้งชาวเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ห้องที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในพระพุทธรูปเริ่มน้อยลงกว่าเดิม (แต่ก็คาดว่าน่าจะเต็มถ้ำในที่สุด หากยังมีคติการสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานภายในถ้ำต่อไป) เราเริ่มสัมผัสความงามตามโรรมชาติของถ้ำแห่งนี้บ้าง แต่ก็ไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับสิ่งที่เป็นประดิษฐกรรมของมนุษย์ รู้สุกว่าเราจะเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพภายในถ้ำเป็นอย่างมาก กระทั่งต้องเปลี่ยนเมมโมรี่การ์ดและแบตตารี่เลยทีเดียว เมื่อถึงห้องสุดท้ายของถ้ำซึ่งก็ยังคงมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทั่วไปตามผนังถ้ำเช่นเดิม แม้จะบางตาลงก็ตาม ห้องที่อยู่ลึกเข้าไปจะมีความชื้นมากกว่า มีน้ำหยดจากเพดานถ้ำเป็นระยะ เจ้าหน่าที่ต้องมีผ้าวางซับน้ำไว้ตลอดเวลา เราเดินกลับออกมาทางเดิม ก็ยังได้แวะห้องที่ยังไม่ได้เข้าชมอีกหลายห้อง ที่มีแป่นไม้แกะสลักพระพุทธรูปพันองค์ เสาไม้แกะสลักพระพุทธรรูปพันองค์ปิดทองอย่างประณีต แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันเปลี่ยมล้นในพระพุทธศาสนาของผู้คนแถวนี้

เรากลับออกมาที่ห้องแรกสุดของถ้ำ เก็บภาพเป็นที่ระลึกอีกครั้งก่อนเดินออกมาชมบริเวณด้านนอกทางเดินเชื่อมสู่ลิปต์ ถ่ายภาพบรรยากาศด้านนอก มองจากถ้ำสู่มเองปินตะยะ มองเห็นสระน้ำขยาดย่อมๆอยู่กลางเมือง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของเมืองนี้ จากนั้นก็กลับลงมาขึ้นรถเพื่อที่จะลงมาฉันภัตตาหารเพล รภพาเราไปที่ร้านอาหารขนาดย่อมตั้งอยู่ภายในซอยที่คนขับรถบอกว่าเป็นอาหารปรุงใหม่ ราคาไม่แพงเหมือนร้านอาหารทั่วไปที่ติดริมถนนที่มักจะมีราคาแพงกว่า

ฉันเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปวัด ซี่งเป็นที่ท่องเที่ยวที่สสำคัญแถบนี้ ใช้เวลาเดินทางจากปันตะยะประมาณสิบห้านาทีเราก็มาถึงวัด รถได้พาเราไปจอดตรงบันไดขึ้นสถูปที่สร้างและประดับด้วยเครื่องปั้นดินเผาทั้งองค์ ภายในตรงกลางโถงเป็นที่ตั้งโลงผังมุกมีกระจกใสทั้งสี่ด้าน บรรจุศพของท่าน ซึ่งเป็นพรี่มีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อนมัสการศพท่าน เสร็จแล้วเราก็เดินชมโดยรอบซึ่งจัดนิทรรศการภาพถ่ายไว้ เห็นมีทั้งครูบาบุญชุ่ม ครูบาแสงหล้า มาร่วมนมัสการด้วย  สักพักใหญ่เราก็เดินทางกลับเมืองต่องจี

อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางกลับเมืองตองจี รถของเราจะต้องผ่านเส้นทางเข้าสู่ทะเลสาบอินเล และเราเห็นว่ายังมีเวลาเหลืออีกมาก (ประมาณบ่ายสามโมง) เราจึงตัดสินใจแวะเที่ยวชมทะเลสาบอินเลเสียในวันนี้เลย เส้นทางสู่ทะเลสาบอินเลยังคงเป็นเส้นทางแคบๆ หากต้องขับสวนกับรถอื่นก็ต้องเบี่ยงหลบกันเช่นเดิม เราไปถึงท่าเรือเวลาประมาณสี่โมงเย็น ทราบว่าเราต้องนั่งเรือไปในทะเลสาบประมาณหนึ่งชั่วโมง นั่นหมายความว่าเราจะต้องไปถึงวัดผ่องดอย์อู ในเวลาประมาณห้าโมงเย็น เรามีเวลาชมวัดและสถานที่อื่นๆภายในทะเลสาบประมาณหนึ่งชั่วโมง และเดินทางกลับมาที่ท่าเรือในเวลาหนึ่งทุ่ม

เราเช่าเหมาเรือไป-กลับในราคา 23000 จ๊าด ก่อนออกเรือก็จะมีเด็กๆขายอาหารนกที่พูดภาษาไทยได้นิดหน่อยคอยรบเร้าขายของในราคาถุงละ 1000 จ๊าด คนขับเรือแนะนำไม่ให้ซื้อเพราะไม่มีนกจะให้อาหาร แต่เราก็ซื้อมาสองถุง เป็นการอุดหนุนคนทำมาหากิน ออกเดินทางจากคลองขนาดกว้างประมาณยี่สิบเมตร มุ่งหน้าไปทางทิใต้ สู่ทะเลสาบอินเล ช่วงที่อยู่ในลำคลองก็จะมีบ้านเรือนตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง มีเรือจอดเทียบอยู่ทุกหลัง แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านี้มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับทะเลสาบมาอย่างแยกไม่ออก พอพ้นบ้านอยู่อาศัย เราก็จะเป็นคันดินสลับกับคลองน้ำสั้นๆ เป็นระยะๆ บนคนดินมีการเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูก ซึ่งเราเห็นและได้กลิ่นควันไฟจากการเผาเพื่อเตรียมดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คงจะสืบทอดมายาวนาน เห็นแล้วก็อดนึกถึงการเผาป่าพรุที่ปักษ์ใต้ สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้ ในลำคลองสั้นๆนั้นก็มีชาวบ้านแจวเรือหาสัตว์น้ำอยู่ประปราย ผ่านไปประมาณเจ็ดถึงสิบนาทีเรือก็พาเราออกจากคลองสู่ทะเลสาบที่กว้างสุดตา ยิ่งเรือพาเราออกไปนานเท่าไร เราก็จะรู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางพื้นน้ำที่มองเห็นอาคารบ้านเรือนห่างไกลออกไปเรื่อยๆ เราสนุกกับการเก็บภาพเป็นที่ระลึกอย่างตื่นเต้น วันนี้ถือว่าโชคดีมากที่มีก้อนเมฆขนาดใหญ่มาบดบังดวงอาทิตย์ไว้ ไม่ให้ส่องแสงลงมาขณะที่เรือของเรากำลังแล่นไปบนผิวน้ำ ทำให้ไม่ต้องรุงรับกับการกางร่มเพื่อกันแดด สักพักใหญ่ๆ ทะเลสาบขนาดใหญ่ก็เริ่มแคบลง ทำให้เราเห็นบ้านเรือนสองฝากผั่งจัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้านซ้ายมือเราเห็นอาคารที่พักนักท่องเที่ยว ที่มีนกจำนวนมากเกาะอยู่ ส่วนใหญ่เป็นนกนางนวล เราจึงได้ให้อาหารนกกันที่นี่ เรือพาเราไปกระทั่งทะเลสาบที่กว้างขวางแคบลงกลายเป็นคลองมุ่งหน้าไปทางด้านทิศใต้ของทะเลสาบ ที่สุดเราก็มาถึงวัดผ่องตออู ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปห้าองค์ รวมระยะทางที่เรือพาเรามาถึงจุดนี้ประมาณ 12 กม.หรือไมล์ก็ไม่ทราบได้ ทั้งนี้เพราะมีเสาหลักบอกระยะทางเรามาตลอด เราขึ้นฝั่งไปนมัสการพระพุทธรูปห้าองค์ดังกล่าว ประวัติพระพุทธรูปทั้งห้าองค์มีอย่างน้อยสองตำนาน คือตำนานพม่าและตำนานท้องถิ่น โดยตำนานพม่ากล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปทั้งห้าองค์จากไม้.. โดยพระเจ้าอะลองสิตู ซึ่งเป็นกษัตริย์ยุคพุกามผู้มีชื่อเสียงในด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ที่มักจะถูกอ้างในประวัติศาสตร์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเสมอ ประเภททึกทักเอาเงอได้ตลอดเวลา รวมทั้งการสร้างพระพุทธรูปและการสร้างวัดผ่องตออูที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแห่งนี้ด้วย ในขณะที่ตำนานท้องถิ่นไม่ได้กล่าวย้อมไปถึงการสร้างพระพุทธรูปว่าเป็นมาอย่างไร แต่กล่าวถึงกำเนิดหนองอินเล ที่ในเกิดขึ้นในขณะที่ชาวนาทำนาอยู่เห็นน้ำผุดขึ้นและไม่มีท่าทีว่าจะหยุด เมื่อเข้าไปดูก็พบพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ผุดอยู่ยนน้ำ เมื่อนำพระพุทธรูปออกมาน้ำจึงหยุด ชาวนาจึงนำไปบูชาที่บ้าน ต่อมามีคนมาขโมยพระพุทธรูปองค์เล็กไป จึงทำให้เกิดน้ำท่วมหมู่บ้านทั้งหมด พระพุทธรูปก็จมหายไปในสายน้ำด้วย ตราบต่อเมื่อมีชาวนาไปหาปลาหว่านแหและได้พระพุทธรูปทั้งห้าองค์กลับคืนมา ด้วยความเลื่อมใสในความศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านจึงขอแบ่งพระพุทธรูปไว้บูชาบ้านละองค์บ้าง สององค์บ้าง สามองค์บ้าง สี่องค์บ้าง ก็ปรากฏเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟไหม้ เสมอ เมื่อมีการแยกพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ไปบูชา ชาวบ้านจึงได้นำพระพุทธรูปทั้งห้าองค์มารวมกันและสร้างวัดเป็นที่ประดิษฐานจนปัจจุบัน และมีประเพณีการนำพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ออกไปประดิษฐานที่วัดต่างๆตั้งแต่วันออกพรรษากระทั่งถึงเพ็ญเดือนสิบสอง หรือในช่วงเทศกาลกฐิน โดยทั้งสองตำนานกล่าวตรงกันว่าเมื่อใดก็ตามที่นำพระพุทธรูปองค์เล็กออกร่วมขบวนแห่ จะเกิดเหตุการณ์สูญเสีย เช่นไฟไม้วัด ฝนฟ้าคะนองจนเรือล่มเป็นต้น ในวันเริ่มต้นดิธีกํจะนำพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ออกมาร่วมพิธี จากนั้นจึงนำพระพุทธรูปองค์เล็กกลับไปประดิษฐานที่เดิม มีเพียงพระพุทธรูปสี่องค์ที่เหลือที่เข้าขบวนแห่ปามวัดต่างๆ เรากราบนมัสการ ปิดทอง และถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกจนพอใจจึงกลับออกมา ไปชมเรือที่ใช้ในขบวนแห่ ชมตลาดร้านค้าของที่ระลึก (แต่ไม่รู้จะซื้ออะไร) แล้วจึงลงเรือออกไปชมหมู่บ้านทอผ้าในคลองระหว่างทางกลับ และชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่ทำประมงและเกษตรเพาะปลูกมะเขือเทศ และมาแวะวัดจองคำแต่ก็ไม่ได้ชมอะไรมากนักเพราะเริ่มค่ำมืดมองไม่เห็นภายใน แถมไม่มีไฟฟ้าอีกด้วย ที่นี่เราเจอคณะท่องเที่ยวชาวไทยด้วย แต่ไม่ได้ทักทายกันแต่อย่างใด เรารีบออกมาก่อนเพราะต้องการจะมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินในทะเลสาบ และก็ไม่ผิดหวัง อย่างไรก็ตามเรากก็จังคงรู้สึกหดหู่เมื่อเห็นแสงไฟและควันไฟกรุ่นอยู่ข้างทะเลสาบด้วยความห่วงใยในอนาคตของทะเลสาบแห่งนี้ เรือของเราย้อนกลับมาเส้นทางเดิมในขณะที่เรือของคณะท่องเที่ยวชาวไทยแล่นไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ระหว่างทางเราได้เห็นชาวประมงแจวเรือกลับเข้าฝั่งเป็นทิวแถว เรือเราเข้าคลองมาก็จังได้กลิ่นควันไฟเผาเตรียมดินเพื่อการเกษตรอยู่เช่นเดิม เราขึ้นฝั่งตรงเวลาคือหนึ่งทุ่ม นั่งรถคันเดิมที่รออยู่กลับวัดเชียงตุง เมืองต่องจี และคนขับรถขอให้เราจ่ายเพิ่มอีก 20000 จ๊าด แต่เราเหลือเงินกลับมาเพียง 15000 จ๊าด จึงขอจ่ายเพิ่มเพียงเท่านั้น ซึ่งก็ตกลงกันด้วยดี อาบน้ำเสร็จก็เขียนบันทึก แล้วจึงเข้านอน