เช้าวันนี้เราตื่นก่อนเวลาตีห้า ทำธุระกิจส่วตัวเสริ๗ก็ไดด้เวลาฉันภัตตาหารเช้า ฉันเสร็จล้าเราจึงเดินชมวัดกองมูคำ ถ่ายรูปสถานที่สำคัญๆ และชมส่วนชาหลังวัดด้วย จากนั้นก็กลับเข้ากุฎิ ฉันน้ำชาที่เพิ่งทราบว่ามาจากสวนหลังวัดที่ท่านวิสุทธะทำการเก็บและทำชาด้วยตนเอง เมื่อได้เวลาท่านวิสุทธะก็นำเราไปเยี่ยมชมวัดมหาวัน ในเมืองมู่เส่ ไหว้พระในวิหารเสร็จก็เข้าพบเจ้าอาวาสวัดมหาวัน ท่านเลี้ยงพวกเราด้วยน้ำชาและโรตีใส่ไข่ สนทนากันพักใหญ่ท่านก็ให้ภาพถ่ายพระพุทธรูปที่ถ่ายมาจากวั่ดในห่าในเมืองแสนหวี เป็นพระพุทธรูปที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่มีสครสามารถพ่ายรูปติดได้ กระทั่งท่านได้ไปและทำพิธีขอขมาและขออนุญาต จึงสามารถถ่ายมาได้ ทำให้รู้สึกว่าการมาเที่ยวชมเมืองแสนหวีของเราในครั้งนี้ยังไม่เป็นไปดังที่ได้ตั้งใจ กล่าวคืออยากจะไปชมหมู่บ้านเก่าแก่ที่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตแสนหวี เพราะเชื่อว่าจะได้พบเห็นสิ่งดีดีหลายอย่าง เช่นที่ท่านเจ้าอาวาสวัดมหาวันได้ไปเห็นมา ท่านยังได้นำเราชมการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ พระเจ้าอินทร์สาน ห้องสมุดประจำที่วัด ซึ่งทำให้เราทราบว่าท่านเป็นพระที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากประเทศศรีลังกาด้วย จากนั้นท่านก็มาส่งเราที่รถ ร่ำลากันตามธรรมเนียมแล้วเราก็กลับวัดกองมูคำ

ที่วัดกองมูคำ ปรากฏมีทั้งจายเต็งที่จอดรถรออยู่แล้ว และจายแลงวันที่มาระพบด้วย เราถวายปัจจัยและของที่ระลึกแก่ท่านวิสุทธะ เสร็จแล้วก็เดินทางไปเมืองน้ำคำโดยมีจายแลงวันร่วมเดินทางไปด้วย เราเร่มต้นการเที่ยวชมเมืองน้ำคำที่วัดหลวงกลางเมือง หรือวัดพระเจ้าหลวงกลางเมือง ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปประจำเมืองน้ำคำที่มีความงดงามมาก เป็นพระพุทธรูปที่ซ้อนกันอยู่ถึงสามองค์ มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปด้วยว่า เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพญี่ปุ่นได้ทิ้งระเบิดใส่วัดทำให้วัดเสียหายหมด เว้นแต่องค์พระพุทธรูปที่ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย พวกเราขออนุญาตพิเศษเข้าไปชมภายใน(ตู้กระจก)ด้วย ทำให้ได้กราบนมัสการและชมความงามของพระพุทธรูปอย่างไกล้ชิด ในขณะที่เราจะกลับออกจากวัดทางโอปกะผู้ดูแลวัดได้มาอาราธนาให้ฉันภัตตาหารเพลที่วัด เราจึงตัดสินใจขอเวลาไปชมวัดวัดปกปาย่ง หรือวัดบุปผาราม (สวนดอกไม้) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดหลวงกางเมืองนักก่อนจะกลับมาฉันเพล ที่วัดปกปาย่ง เราได้ชมพระเจดีย์ที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ ชมพระนอนขนาดใหญ่ และพระมองเมือง ซึ่งอยู่ในป่าภายในวัดซึ่งมีบริเวณกว้างมาก ที่น่าสนใจคือมีร้าค้าหยกของชาวจีนมาตั้งจำหน่ายที่วัดในแถบนี้ เพื่อที่จะจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว(ชาวจีน) ที่อุตส่าห์ข้ามฝั่งมาซื้อหยกจีนจากเมืองจีนในเมืองพม่า พอสมควรแก่เวลาเราก็กลับไปฉันภัตตาหารเพลที่วัดหลวงกลางเมืองน้ำคำ

ฉันเพลเสร็จเราก็เดินทางกลับมาเส้นทางสู่เมืองมู่เส่ แวะชมเมืองเจล้าน ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งเมืองมาวสมัยก่อนนี้ โดยมีหลักฐานสำคัญคือคูเมืองขนาดใหญ่ บ่อน้ำเจ้าเสือข่านฟ้า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษชาวเมืองมาวที่ทรงอิทธิพลมากท่านหนึ่ง สามารถแผ่อิทธิพลครอบครองแผ่นดินไปในหลายเมืองในจีนและพม่า จากนั้นเราก็กลับเข้าเมืองมู่เส่ส่งจายแลงวันที่วัดกองมูคำ แวะซื้อซีดีเพลงไต แล้วก็เดินทางกลับเมืองลาเชียว จายเต็งคนขับรถก็ไม่วายที่จะแวะรับขนสินค้ามาเมืองลาเชียวด้วยเต๊มหลังรถเช่นเดิม

เราก็เดินทางผ่านเมืองยู้ เมืองก๊ดขาย เมืองแสนหวี และหมู่บ้านน้ำอุ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านตรวจทั้งสินค้าและคนเดินทาง จากการพูดคุยกับจายแลงวันก็ทราบว่าโดยปกติรัฐบาลพม่าจะไม่ให้คนต่างประเทศผ่านจุดตรวจนี้เข้าไปในเมืองแสนหวี คนต่างประเทศอนุญาตให้ไปได้เพียงแคเมืองลาเชียวเท่านั้น หากจับได้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อจายเต็งจอดรถแล้วก็วิ่งไปแจ้งที่สำนักงานต่างๆพร้อมจ่ายค่าโรรมเนียมต่างๆตามระเบียบอยู่นั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเดินตรวจสินค้าตามรถที่มาจอดรอให้ควักไขว่ ก็เพียวแต่รอโดยไม่พูดจาอะไรให้เป็นที่สงสับ อาสัยผ้าห่มสีแดงที่ตุ๊แก้วแห่งวัดบ้านสู้ไตถวายมากำบังความแปลกปลอมไว้ กระทั่งจายเต็งกลับมาพร้อมเอกสารเพื่อบอกนายด่านที่ประตูตามระเบียบ เรารอดออกมาจากด่านน้ำอุ่นด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวขึ้นเขาลงห้วยกลับมาจนกระทั่งถึงเมืองลาเชียว

จายเต็งนำเราไปส่งที่วัดศาสนหิตการี ซึ่งเป็นวัดของแม่ขาว  แห่งเมืองลาเชียว วัดนี้ตั้งอยู่ตีนดอยธาตุกลางเวียงหรือธาตุสองพันห้าร้อยปี ด้านหลังสถานีขนส่งของเมืองลาเชียวนั่นเอง

พวกเราได้รับการต้อนรับจากแม่ขาวเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะเคยรู้จักกับแม่ขาวเอสุวดี (เกสี สุนันที) เมื่อครั้งไปฝึกอบรมพระสงฆ์และแม่ขาวในรัฐฉานในการทำงานเพื่อสังคม ที่เมืองเชียงตุง เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่วัดศาสนหิตการีนี้มีแม่ขาวหลวงชื่อเกสี อายุ 82 ปี เป็นคนที่มีถิ่นกำเนิดที่เมืองขอนเ ประเทศจีน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า แม้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน แต่ด้วยหัวใจของความเป็นไต แม่ขาวหลวงได้มาเริ่มต้นทำกิจกรรมส่งเสริมคนไตที่เมืองลาเชียวหลายปีก่อน พร้อมทั้งได้ชักชนแม่ขาวที่มีความรู้ผ่านการศึกษาในเมืองมันดะเลย์มาช่วยงาน ด้วยอุดมการณ์ที่ว่าคนไตต้องช่วยคนไกด้วยกันก่อน จึงได้แม่ขาวสุนันทีและแม่ขาวเอสุวดีมาร่วมอุดการณ์เป็นรองหัวหน้าทำหน้าที่ช่วยเหลืองานแม่ขาวหลวงทุกอย่างด้วยควาเสียสละ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ตอบแทนส่วนตนแต่ประการใด หลังจากแม่ขาวหลวงและคณะแม่ขาวทำพิธีกั่นตอต้อนรับแล้ว แม่ขาวสุนันทีและแม่ขาวเอสุวดีได้นำพวกเราชมพระเจดีย์มหาโพธิ ซึ่งเป็นพระเจดีย์พุทธคยาจำลอง ในบริเวณพื้นที่ประมาณ 2 เอเคอร์ ที่เตรียมจัดทำเป็นอุทยานการศึกษา (Education Park) จากนั้นไปชมที่พักผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีผู้ติดเชื้ออยู่ 9 คน ซึ่งใช้ที่แห่งนี้เป็นที่พักพิง ดูแลรักษาตัวเอง และฝึกอาชีพหารายได้เลี้ยงครอบครัว จากนั้นก็ไปชมอาคารโรงเรียนอนุบาลที่มีเด็กมาศึกษาที่นี่กว่า 70 คน ทั้งนี้ด้วยความพยายามในการทำงานของแม่ขาวที่จะดำเนินการเปิดโรงเรียนให้ได้ ด้วยการส่งแม่ขาวและคุณครูฏราวาสเข้ารับการฝึกอบรมผู้ดูแลเด็ก (Basic Child Training) เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถที่จะดูแลเด็กได้ตามมาตรฐาน เรายังได้ชมโรงเรียนมัธยมที่สอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่สอนถึงระดับเทียบมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนั้นที่วัดยังดำเนินกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยมีสมาชิกประมาณ 180 คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ปกครองเด็กอนุบาลและพรรคพวกเพื่อนฝูงของผู้ปกครองเหล่านั้น รวมทั้งคณะครูด้วย เราได้รับนิมนต์ให้กล่าวอนุโมทนากถาแก่คณะแม่ขาวซึ่งมีอยู่จำนวน 170 ชีวิต อนุโทนากถาก็เป็นการให้กำลังใจคนทำงานเพื่อสังคม การศึกษาปริยัติทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ที่จะเอื้อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคม โดยมีแม่ขาวหลวงเกสีเป็นตัวอย่าง นอกจากนั้ยังได้แนะนำการศึกษาในมหาวิททยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเชิญชวนให้แม่ขาวที่สนใจเข้าศึกษาในอนาคตด้วย ซึ่งทราบว่าทำให้แม่ขาวเกิดกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างมาก มีคำถามจากแม่ขาวที่สำคัญก็คือเรื่องการทำงานสังคมมักถูกมองจากสังคมพระสงฆ์และสังคมชาวบ้านว่าไม่ใช่วิถีของเถรวาทแต่เป็นวิถีแห่งมหายาน ก็ได้ชี้แจงเพื่อความมั่นคงในแนวทางว่า สิ่งที่ทำเป็นวิถีแห่งพระพุทธองค์ที่สอนพวกเราให้ทำทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น เหือนแม่โคที่เร็มหญ้าไปด้วยและให้นมลูกโคไปด้วยในเวลาเดียวกัน ต่อคำถามว่าที่นี่มีค่าช้จ่ายต่อวันประมาณเท่าใด ได้รับคำตอบว่าประมาณ 100000 จ๊าด และได้รับการสนับสนุนจากที่ไหน ได้รับคำตอบว่า ส่วนใหญ่การสนับสนุนจะเป็นในรูปสิ่งของ เช่นข้าวสาร อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ จากกลุ่มแม่ค้าในตลาดลาเชียว ส่วนเงินใช้จ่ายก็จะมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคในโอกาสพิเศษต่าง เช่นในวันพรุ่งนี้จะมีคณะผู้ใจบุญมาทำบุญวันเกิด มอบทุนการศึกษา และสมทบทุนพัฒนาห้องสมุดที่วัดในเวลาประมาณ 1000 น. เป็นต้น

เราได้ฉันน้ำผลไม้รวม(กล้วย สตอเบอรี่ และแอปเปิ้ล) ก่อนจะสรงน้ำพักผ่อนในเวลาประมาณ 2200 น.