จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson
ครูต้องเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเปิดเทอม ๒ - ๓ สัปดาห์  เพื่อให้ตนเองพร้อมที่สุดต่อ การจัดการชั้นเรียน ให้นักเรียนเข้าสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใน ๒ - ๓ วันแรก  มิฉนั้น สภาพการเรียนของนักเรียนในชั้นอาจเละเทะไปตลอดปี

 

          เพราะว่า เมื่อโรงเรียนเปิด งานต่างๆ จะประดังเข้ามา ยากที่ครูจะตั้งตัวติด  หากไม่ เตรียมตัวตั้งหลักไว้ล่วงหน้า   การเตรียมตัวนี้ จะช่วยให้นักเรียนเกิดความประทับใจ และพร้อม ที่จะร่วมมือกับครู ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรค ไปสู่ความสำเร็จของนักเรียน และมีความสุขสนุก สนานกับการเรียนไปตลอดปี  คือให้คุณแก่ทั้งนักเรียน และแก่ครู

          ครูเลาแอนน์ เล่าละเอียดมาก ผมจะไม่จาระไนอย่างนั้น ขอจัดกลุ่มการเตรียมตัวว่า ประกอบด้วย

• เตรียมเครื่องใช้สำหรับครู และบางอย่างสำหรับอำนวยความสะดวกแก่ศิษย์
• เตรียมตกแต่งหัองเรียน ให้มีบรรยากาศเอื้อต่อการเรียน และดีต่อสุขภาพ หรือป้องกันโรค เช่นโรคหวัด เขาเอ่ยถึงเครื่องกรองอากาศชนิดกำจัดฝุ่น และเชื้อโรคด้วย
• เตรียมหนังสือสำหรับเด็ก รวมทั้งรูปภาพ และแผนผังประกอบการเรียนรู้
 

          ผมอ่านตอนนี้ด้วยความประทับใจในความละเอียดลออ เอาใจใส่รายละเอียดปลีกย่อย ที่แสดงถึงความเป็น "ครูเพื่อศิษย์" ของครู เลาแอนน์   การเตรียมตัวทุกเรื่องมีคำอธิบายว่าจะ เกิดประโยชน์ต่อศิษย์อย่างไร  หรือช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศิษย์กับครูอย่างไร  ช่วยให้ครูเอาใจใส่ ดูแลศิษย์เป็นรายคน ได้อย่างไร   ทั้งๆ ที่ครูมีงานมาก มีงานหลายหน้า และมีศิษย์หลายชั้นเรียน   เคล็ดลับคือการจัดแฟ้มที่มีส่วนของนักเรียนเป็นรายคน สำหรับใส่ เอกสารแจกเตรียมไว้ให้นักเรียนที่ขาดเรียน หรือเอาไว้เตือนว่านักเรียนคนไหนยังไม่ส่งการบ้าน

          นี่คือสุดยอดของการจัดระบบตัวเอง และการจัดระบบชั้นเรียน นักเรียนจะรู้ข้อตกลงหรือ กติกาเพื่อช่วยให้ครูช่วยดูแลส่งเสริมการเรียนรู้ของศิษย์แต่ละคน ทำให้การดำเนินการในชั้น เรียนเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่มั่ว ไม่ขึ้นอยู่กับว่าครูมีความจำดีหรือขี้หลงขี้ลืม  เพราะทุกอย่างมี ระบบหมด เปิดแฟ้มดูก็ตรวจสอบได้ทันที  แต่ต้องมีหลายแฟ้มและต้องรีบเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม รวมทั้งนักเรียนก็จะต้องร่วมมือส่งการบ้านให้ตรงตะกร้า ไม่รื้อเอกสารบนโต๊ะครู ซึ่งหากทำ ถือว่าผิดวินัยรุนแรง เพราะเป็นการทำลายความราบรื่นในการเรียนของทั้งชั้นเรียน
 

 

เตรียมห้องเรียน

 

          ครูเลาแอนน์ แบ่งเรื่องนี้ออกเป็น ๔ หัวข้อย่อย เป็น 4S ดังนี้

          Sensory Details  สมกับคำว่า details จริงๆ   เพราะครู เลาแอนน์ บอกว่าต้องเอา ใจใส่ "สัมผัส" ๔ ใน ๕ ของห้องเรียน  หรือหากถือตามแบบไทย ที่มีผัสสะ ๖ ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ   ก็มียกเว้นทวารดียวคือลิ้น หรือผัสสะรส ที่ไม่ต้องเตรียม   ข้อพึงตระหนักคือ เด็กมีความไวในการรับรู้มากกว่าผู้ใหญ่   ดังนั้นผัสสะที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่เป็นผลดีต่อ การเรียน อาจส่งผลร้ายต่อเด็กมากกว่าที่เราคิด

          ผมประทับใจครู เลาแอนน์ ที่เอาจริงถึงขนาดไปขอบริจาคสีทาผนังห้องจากร้านขายสี และรับบริจาคแรงงานจากช่างทาสี เพื่อเปลี่ยนสีห้องจากสีทึมๆ เป็นสีหวาน ให้ความรู้สึกสบายแก่เด็กๆ   เรื่องการรับบริจาคเพื่อเด็ก เพื่อการอำนวยความสะดวกในชั้นเรียนนี้ ครูเลาแอนน์ บอกว่าอย่าอาย อย่าคิดว่าเป็นการเว่อร์   เพราะจริงๆ แล้วหากครูมุ่งทำเพื่อศิษย์จริงๆ แล้ว พ่อแม่ที่มีฐานะ หรือคนทั่วไป มีแนวโน้มอยากช่วยอยู่แล้ว

          ครู เลาแอนน์ มีประสบการณ์ใช้เสียงเพลงกลบความอึกทึก สร้างบรรยากาศให้นักเรียน มีสมาธิกับการเรียน   และการต่อรองกับเด็กๆ ที่ชอบเพลงดังๆ อึกทึกๆ  ให้ลองหันมาฟังเพลง หวานๆ เพื่อสร้างสมาธิ   ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของเด็กอเมริกัน ซึ่งต่างวัฒนธรรมกับเด็กไทย   การ ทดลองใช้ดนตรีช่วยเพื่มประสิทธิผลของการเรียน และการจัดการชั้นเรียน จึงน่าจะเป็นหัวข้อ ของโจทย์วิจัยในชั้นเรียนได้

          ผมประทับใจข้อความระหว่างบรรทัด ที่ครู เลาแอนน์ เขียนจากประสบการณ์ แสดง จิตวิทยาในการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครูเปิดเพลงคลาสสิคก่อนเวลาเรียน และเด็กๆ ประท้วง ขอให้เปลี่ยนเพลงเป็นเพลงจังหวะกระแทกที่เขาชื่นชอบ  ครู เลาแอนน์ แนะนำให้ปิดเพลง และขอโทษเด็ก หรือแสดงความเสียใจที่เด็กไม่ชอบตามที่ครูทดลอง  แล้วรีบเข้าสู่บทเรียน อย่ามัวเสียเวลากับเรื่องเพลง

          เฉพาะเรื่องเพลง ครูก็สามารถเอามาเป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ได้มากมาย แต่ผมจะไม่เอารายละเอียดมาบันทึก

          ครู เลาแอนน์ บอกว่า หลักการคือ ต้องทำให้สภาพของห้องเรียน มีคุณสมบัติ ๔ อย่าง คือ functional, comfortable, welcoming และ inspiring   แปลว่า ประโยชน์ใช้สอย  ให้ ความรู้สึกสบาย  ดึงดูดให้เข้ามาในห้อง  และสร้างแรงบันดาลใจ   เราสามารถใช้หลักการนี้ ทดลองหรือทำวิจัยเรื่องการจัดห้องเรียนได้มากมายหลายสิบหลายร้อยโจทย์ ตามบริบทของ นักเรียน และภูมิสังคมที่แวดล้อมโรงเรียน

          ผมลืมเรื่องราววัยเด็กเรื่องกลิ่นในห้องเรียนไปสนิท จนมาอ่านหนังสือตอนนี้จึงนึกขึ้น ได้ว่า สมัยเรียนชั้นมัธยมที่ชุมพร เราสวมรองเท้าผ้าใบ และต้องซักทุกสัปดาห์  แต่มีเพื่อนบาง คนขี้เกียจซัก  สะสมความหมักหมมไว้จนได้ที่ ก็หลอกให้เพื่อนลองดม  เป็นเรื่องแกล้งเพื่อนได้ อย่างหนึ่ง

          แต่ครูเลาแอนน์ ละเอียดอ่อนกับกลิ่นทุกชนิดในห้องเรียน รวมทั้งกลิ่นสีที่ทาใหม่ๆ  กลิ่นหนังสือ กลิ่นสาบเหงื่อ เป็นต้น  นี่ก็เหมือนกัน สมัยผมเป็นเด็ก มีเพื่อนบางคนสวมเสื้อ ตัวเดียวตลอดสัปดาห์ และสีขาวกลายเป็นสีตุ่นๆ หรือที่แขนเสื้อมีคราบดำจากการยกแขนขึ้น ป้ายน้ำมูกติดอยู่   ครู เลาแอนน์ เอ่ยถึงการใช้สเปรย์ฉีดทำความสะอาดอากาศในห้องเรียน แต่บ่นว่าราคาแพง หากครูต้องซื้อมาใช้เอง

          อุณหภูมิในห้องก็มีความสำคัญ  ในสหรัฐอเมริกาปัญหาห้องหนาวเกินไปคงจะเป็น ปัญหาใหญ่  ในบ้านเราตรงกันข้าม  แต่เวลานี้โรงเรียนจำนวนมากในเมืองติดเครื่องปรับอากาศ  ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย   ข้อเสียที่เห็นชัดคือการแพร่เชื้อโรคทางการหายใจ เช่นไข้หวัด ซึ่งเครื่องทำความสะอาดอากาศ กรองจับเชื้อโรคอาจใช้ได้ผลหรือไม่ได้ผลน่าจะมีการทำวิจัย

          ไม่ควรปล่อยให้ผนังห้องเปล่าเปลือยไม่ช่วยกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ของเด็ก  การ ตกแต่งด้วยรูปธรรมชาติ รูปคน ภาษิตคำคม ฯลฯ จะช่วยกระตุ้นจินตนาการและแรงบันดาลใจ ของเด็ก นี่ก็เป็นประเด็นสำหรับทดลองและวิจัยเช่นเดียวกัน

 

          Seating Arrangement  การจัดโต๊ะนักเรียนจัดได้หลายแบบ โดยมีหลักการ สำคัญคือ ให้เกิดความสะดวกต่อการเรียนของเด็ก ให้เด็กมองจอ กระดานหน้าห้อง จอทีวี และจอมอนิเตอร์ (ถ้ามี) เห็นหมดทุกคน   และเพื่อความสะดวกของครูในการเคลื่อนไหว ไปทุกส่วนของห้องได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งไม่ให้เกิดมุมอับ สำหรับเด็กเบื่อเรียนหลบครูไปทำ อย่างอื่น

          จะจัดห้องเรียนอย่างไร ขึ้นกับขนาดและรูปร่างของห้อง และจำนวนนักเรียน  เป้าหมาย ของการจัดคือ เพื่อให้เกิดผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก  สร้างความรู้สึกมีแรงบันดาลใจต่อการเรียน  และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียน และระหว่างนักเรียนกับครู

          ครูเลาแอนน์แนะนำว่า วิธีจัดชั้นเรียนที่ไม่ควรทำที่สุดคือจัดเป็นแถว หันหน้าไปสู่ กระดานหรือจอหน้าห้อง  เพราะเด็กจะบังกัน  และควรจัดให้ตำแหน่งที่ครูยืนห่างจากนักเรียน แต่ละคนไม่เกิน ๓ ช่วงโต๊ะ เพราะจะช่วยให้ครูดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ง่าย   โดยเข้าถึงตัวเด็กได้ง่าย   และมีผลทางจิตวิทยาว่านักเรียนทุกคนใกล้ชิดครู

          พึงตระหนักว่า วิธีจัดโต๊ะในห้องมีผลต่อบรรยากาศในห้องเรียนมาก  การจัดแบบ classroom มีผลต่อความรู้สึกเป็นทางการ  เน้นกฎระเบียบ  การจัดเป็นรูปวงกลมเป็นกลุ่มๆ หันหน้าไปทางหน้าห้อง จะให้ความรู้สึกอิสระมากกว่า การจัดเป็นแบบสตูดิโอ บ่งบอกว่า ห้องเรียนคือห้องทำงานร่วมกันของนักเรียน

          นโยบายการจัดที่นั่งมี ๒ แนวทางใหญ่ คือกำหนดที่นั่งประจำ กับเปิดฟรีให้นักเรียน เลือกที่นั่งเองตามชอบใจ  ใครมาก่อนเลือกก่อน เปลี่ยนที่นั่งไปเรื่อยๆ ก็ได้  ซึ่งมีข้อดีคือไม่ จำเจ  แต่อาจไม่สะดวกหากนักเรียนต้องการเก็บของไว้ในโต๊ะ   และไม่สะดวกสำหรับครู ที่จะทราบว่าวันนั้นนักเรียนคนไหนไม่มาเรียน

          ครู เลาแอนน์ แนะนำว่า น่าจะเริ่มด้วยการบอกนักเรียนว่า ครูจะไม่กำหนดที่นั่งให้ นักเรียนหากการให้อิสระนั้นไม่มีปัญหาตามมา

          ถ้าครูต้องการกำหนดที่นั่งแก่นักเรียนแต่ละคน ครูต้องบอกนักเรียนให้รู้ว่าครูได้ ไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่าจะมีหลักการกำหนดอย่างไร เพื่อประโยชน์ของนักเรียนทุกคน และของนักเรียนทั้งชั้นร่วมกัน  ให้เกิดความสะดวกในการเรียน แต่ถ้านักเรียนคนไหนไม่ชอบ ที่นั่งตำแหน่งที่ครูจัดให้ ก็ให้มาคุยกับครูนอกเวลาเรียน

 

          Supplies and Storages  จากข้อเขียนของครู เลาแอนน์ ทำให้ผมตระหนักว่า ห้องเรียนสมัยนี้ต้องมีวัสดุช่วยเรียนหรือช่วยสอน มากกว่าสมัยผมเรียนอย่างเทียบกันไม่ได้เลย   จึงต้องกำหนดที่วาง มีตู้หรือที่เก็บ ที่นักเรียนจะต้องช่วยกันเก็บ หรือมีเวรเก็บของนักเรียน

          ผมประทับใจมากที่ครู เลาแอนน์ จัดให้มีปากกาและดินสออย่างละ ๑๐ แท่ง ไว้ให้นักเรียนที่ลืมเอามายืมใช้  และมีข้อตกลงว่าก่อนนักเรียนออกจากชั้นต้องนับปากกา และดินสอในกล่องใส่ได้ครบก่อน โดยมีนักเรียน ๑ คนได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการนับดินสอและปากกา” ประจำสัปดาห์   เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นการเรียนรู้ และการฝึกวินัย ให้แก่ นักเรียนทั้งสิ้น

 

 

          Student Information  ครูต้องสื่อสารกับนักเรียนอยู่เสมอ  ทั้งโดยวาจาและโดยเอกสารประกาศ  จึงต้องเตรียมสถานที่และระบบติดประกาศที่เหมาะสมนักเรียนเห็นง่าย ไม่ตกข่าว   โดยที่ครูควรคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ  เป้าหมายที่สำคัญคือ ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นความใฝ่รู้ของนักเรียน กระตุ้นบรรยากาศตื่นตัวหรือแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

 

          เทคนิคอย่างหนึ่งคือ ประกาศแผนการเรียนวันถัดไปไว้ล่วงหน้า   หรือยิ่งดีหากประกาศไว้ล่วงหน้าทั้งสัปดาห์ หรือทั้งเดือน   จะช่วยนักเรียนที่ขาดเรียนบางวัน และช่วยนักเรียนที่ต้องการวางแผนการเรียนของตนไว้ล่วงหน้า 

 

          การทำตารางเรียนดังกล่าว ควรทำให้อ่านง่าย มีระบบสีที่แตกต่างกันสำหรับกิจกรรมต่างกลุ่ม   รวมทั้งอาจใช้ตารางเป็นตัวกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมที่พึงประสงค์  เช่นครูใส่ดาวลงไปในช่องวันที่ครูไม่ต้องเตือนเด็กให้เงียบหรืออยู่ในวินัย รวมทั้งไม่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อื่นๆ   โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อได้ครบ ๑๕ ดาว ทั้งชั้นจะได้รับรางวัลที่นักเรียนชื่นชอบตามที่ตกลงกัน 

 

          มีคำถามว่า ควรติดประกาศกฎหรือข้อห้ามไหม  คำตอบคือให้ติดเฉพาะกฎที่เป็นหัวใจเท่านั้น  เพราะเด็กจะรังเกียจกฎหยุมหยิม ทำให้พานเบื่อมาโรงเรียน  ครูเลาแอนน์มีกฎที่เป็นหัวใจคือ ต้องประพฤติตนอย่างมีความเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น   

 

วิจารณ์ พานิช
๒๔ มี.ค. ๕๔