ผมมีข้อสังเกตไปล่วงหน้า ว่าการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้ลอยอยู่โดดๆ แต่เชื่อมโยงอยู่กับภูมิสังคมวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ หรือของพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ตั้งอยู่
คนอเมริกันมีวัฒนธรรมไม่หวังพึ่งรัฐ ไม่ใช่สังคมอุปถัมภ์แบบไทย เขามีวิญญาณหรือสำนึกพลเมือง สำนึกชุมชนสูง การทำงานอาสาเพื่อท้องถิ่นหรือเพื่อองค์คณะอยู่ในสายเลือด การเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นการทำงานอาสาประเภทหนึ่ง ที่ผลตอบแทนคือความสุขใจ และเกียรติยศ ในเอกสารของ AGB ที่เราได้รับแจกก่อนเดินทาง ระบุว่า “AGB advances the practice of citizen trusteeship and helps ensure the quality and success of our nation’s colleges and universities”
ผมติดใจคำว่า citizen trusteeship ซึ่งแสดงว่าสังคมอเมริกันมีจิตวิญญาณหรือสำนึกพลเมืองสูงมาตั้งแต่ตั้งประเทศ และเขานิยมรวมตัวกันทำสิ่งดีๆ ให้แก่สังคม ไม่มุ่งแต่จะให้ภาครัฐจัดให้ เขาไม่นิยมให้ภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการสาธารณะมากเกินไปด้วยซ้ำ
แต่ในสังคมไทย เราเห็นเค้ารางของการเข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อเอามหาวิทยาลัยเป็นฐานสร้างกลุ่มผลประโยชน์ หรือเพื่อยกฐานะของตนเอง ผมอยากไปค้นหาร่องรอยว่าสังคมอเมริกันเขาป้องกันการแสวงประโยชน์โดยมิชอบของกรรมการสภามหาวิทยาลัย หรือของผู้ทำหน้าที่ด้านการกำกับดูแลอุดมศึกษา อย่างไร
เช้าวันที่ ๓ เม.ย. ๕๔ เวลา ๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. เป็นรายการพิเศษสำหรับทีมไทยโดยเฉพาะ คือมีการนำเสนอภาพรวมของอุดมศึกษาของสหรัฐฯ และภาพรวมของระบบกำกับดูแล เพื่อให้เราเข้าใจระบบอุดมศึกษา และระบบการกำกับดูแลอุดมศึกษา ของ สรอ. โดยมีวิทยากร ๓ – ๔ ท่าน คือ วิทยากรหลัก ๒ คน คือ Dr. Susan Johnston กับ Dr. Tahlman Krumm, Jr. ทั้ง ๒ ท่านเป็นกรรมการของ AGB และมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนทั้ง ๒ คน กับวิทยากรกิตติมศักดิ์มาเล่าในฐานะอดีตผู้ว่าการรัฐ Wyoming (1995 – 2003) และเวลานี้เป็นรองประธาน บอร์ด ของ AGB คือ The Honorable Jim Geringer กับประธาน AGB Rick Legon เองมาฟังในบางช่วง
หัวใจหรือพลัง หรือค่านิยมหลัก ของอุดมศึกษาอเมริกันมี ๒ ประการ คือ citizen voluntarism (citizen trustees) กับ philanthropy (การบริจาคเงินเพื่อการกุศล) นี่คือ ๒ ปัจจัยหลัก ที่ทำให้อุดมศึกษาอเมริกันโดดเด่นกว่าอุดมศึกษาของชาติใด
เขาเน้นให้ภาคประชาสังคมกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา และกำกับดูแลระบบอุดมศึกษากันเอง ไม่ใช่ยกให้ภาครัฐมีอำนาจเหนืออย่างในประเทศไทย คือกรรมการสภามหาวิทยาลัยอเมริกันเป็น lay board คือเป็นคนที่อยู่นอกวงการอุดมศึกษา ได้รับการสรรหา (แต่งตั้ง) เข้ามาทำงานกำกับดูแลมหาวิทยาลัยในลักษณะจิตอาสา แล้วมีสมาคมอย่าง AGB (ตั้ง ค.ศ. 1921) ช่วยทำหน้าที่ให้ความรู้แก่กรรมการสภามหาวิทยาลัย คนที่มาทำงานให้ AGB เป็นอาสาสมัครทั้งหมด
แต่จะว่าภาครัฐไม่มายุ่งก็ไม่เชิง เพราะสำหรับมหาวิทยาลัยในสังกัดมลรัฐ ผู้ว่าการรัฐเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่เขาก็มีระบบตรวจสอบ ไม่ให้ผู้ว่าการรัฐแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสม หรือคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เราได้เรียนรู้จากการประชุมตลอดวันอาทิตย์ที่ ๓ เม.ย. ว่า อุดมศึกษาอเมริกันกำลังเผชิญความท้าทายสูงยิ่ง และสำคัญยิ่งต่อบ้านเมือง คือจะมีทรัพยากรสำหรับใช้จ่ายลดลง แต่ต้องมีผลงานมากขึ้น และรับภาระที่ยากขึ้น ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัยจะทำงานแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว
เขาบอกว่า สภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ ๔ กลุ่ม คือ
๑. ด้านกำหนด institutional mission, vision and planning
๒. ด้านกำกับดูแล fiscal integrity
๓. ด้านกำกับดูแล educational quality
๔. ดูแลให้ระบบ institution governance เข้มแข็ง
เพราะอุดมศึกษากำลังเผชิญวิกฤต สภามหาวิทยาลัยอเมริกันจึงกำลังมีการปรับเปลี่ยนต่อไปนี้
• สภาเข้าไปร่วมทำงานกับฝ่ายต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ร่วมกับ นศ., อาจารย์ และภาคีที่เกี่ยวข้อง
• ลดการทำงานตามตัวบทกฎหมาย เน้นผลลัพธ์มากขึ้น
• สภาฯ ของมหาฯ รัฐ ถูกควบคุมมากขึ้น
• สื่อมวลชนสนใจข่าวของภาคอุดมศึกษามากขึ้น หากทำไม่ดี มี reputational risk สูง
• Sunshine laws ทำให้สภาฯ ตัดสินใจยากขึ้น
• สถาบันอุดมศึกษามีการจัดเป็นระบบมหาวิทยาลัยมากขึ้น มีผลให้กรรมการสภามหาฯ จากคนในพื้นที่ลดลง
ข้อสรุปก่อนจบรายการภาพรวม ๒ ชม. ได้แก่
• การกำกับดูแลอย่างได้ผล ขึ้นกับคนมากกว่าโครงสร้าง
• เกณฑ์สรรหาคัดเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัย คือความสามารถ ประสบการณ์ และการได้ทักษะที่ครบถ้วนในกลุ่มกรรมการ
• ไม่ว่าสภามหาฯ ของรัฐหรือ ม. เอกชน คนที่มีความคิด มีวิสัยทัศน์ และมีภาวะผู้นำที่กล้าหาญ คือผู้ที่เหมาะสมจะเป็นกรรมการสภาฯ
• ไม่ว่าในภาครัฐ หรือเอกชน เมื่อได้ตัวกรรมการสภาฯ ต้องมีการฝึกอบรมวิธีทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย
เขากำลังทดลองพัฒนา eLearning ที่เป็น distance learning แบบใหม่ ที่เหมาะสำหรับคนที่มีภาระในชีวิต แต่ก็ยังต้องการเรียนระดับปริญญาตรี โดยให้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยเพียงสัปดาห์ละ ๓ วัน โดยที่คุณภาพของบัณฑิตต้องได้มาตรฐาน ที่เรียกว่าเป็น competency-based curriculum ตัวช่วยต่อ นศ. คือ mentors มหาวิทยาลัยแบบใหม่นี้ต้องจ้าง mentor สองแบบ (จบอย่างน้อย ป. โท) สำหรับคอยช่วยเหลือ นศ. คือ track mentor กับ subject matter mentor ทำงานติดต่อสื่อสารกับ นศ. ทางโทรศัพท์ หรือ อี-เมล์
Track mentor หนี่งคนดูแล นศ. ๘๕ คน ต้องติดต่อสอบถามความคืบหน้าและปัญหาการเรียน ต่อ นศ. แต่ละคนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ ๑๕ นาที คนที่มีปัญหาการเรียนวิชาใด ที่เกินกำลังของ track mentor ก็ส่งต่อให้แก่ subject matter mentor ซึ่งรับผิดชอบดูแล นศ. น้อยกว่า ๘๕ คน
เขาบอกว่า ระบบ mentor นี้ ช่วยเพิ่มอัตราการเรียนจบได้อย่างมีนัยสำคัญ ตามหลักการของอุดมศึกษาที่รับผิดชอบสูง คือไม่ใช่แค่ให้ access เท่านั้นแก่ นศ. ต้องให้ success ด้วย ซึ่ง success ที่แท้จริงไม่ได้มีความหมายแค่เรียนจบ แต่ต้องได้งานทำที่ดีด้วย เป็นปัจจัยต่อชื่อเสียงของสถาบัน/หลักสูตร เนื่องจากการแข่งขันสูงมาก
ความจริงสำคัญของระบบอุดมศึกษาอเมริกันคือ ไม่มี National Standards ระบบaccreditation เป็นระบบที่มหาวิทยาลัยพร้อมใจกันจัดเอง แต่ในบางมลรัฐอาจมีข้อตกลงระหว่างมลรัฐกับมหาวิทยาลัย ในกระบวนการให้เงินสนับสนุน
วิจารณ์ พานิช
๘ เม.ย. ๕๔
แคลิฟอร์เนีย