เมื่อไม่นานมานี้ คุณวิภว์ พี่ชายผม (link) ได้รับเชิญไปพูดในงานปัฉฉิมนิเทศให้น้องๆ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรังสิตฟังครับ และผู้บรรยายอีกท่านหนึ่งที่ได้รับชวนไปคือคุณ ศุ บุญเลี้ยง (link) ศิลปินนอนเปลที่มีส่วนอย่างมากในการหล่อหลอมความคิดนิสิตนักศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก็คือรุ่นของผมนั่นเอง มาถึงวันนี้ความคิดของคุณศุ บุญเลี้ยงตกผลึกและกลมกล่อมขึ้น เขาเลยมาเล่าเรื่องที่เขาได้เรียนรู้จากชีวิตที่ผ่านมาให้น้องๆ นักศึกษา ม. รังสิตฟัง

เรื่องราวอะไรที่เราไปประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน ผมและคุณวิภว์ก็มักจะมาเล่าสู่กันฟังเสมอครับ และในงานปัจจิมนิเทศครั้งนี้ พี่ก็มาเล่าเรื่องที่คุณศุ บุญเลี้ยงพูดให้น้องๆ ม.รังสิตฟัง ประเด็นหนึ่งที่ติดใจผมมากคือเรื่องการเลือกที่จะ “ทำงานหนัก หรือทำงานที่มีน้ำหนัก” พอดิบพอดีกับที่ผมกำลังพัฒนาหลักสูตรใหม่ให้กับวิชาในชั้นปีสอง คือวิชาการเขียนโปรแกรมและอัลกอริทึม ก็เลยได้มีโอกาสนั่งคุยกับตัวเองว่าเราจะทำอย่างไรกับวิชานี้

แน่นอนครับว่าผมอยากให้นักศึกษาเรียนหนักเพื่อจะได้เรียนรู้อะไรเยอะๆ จากวิชานี้ แต่คำถามที่น่าจะสำคัญกว่านั้นคือ “เรียนอะไรให้หนัก?” ตรงนี้คล้ายๆ กับความคิดของคุณแรนดี้ แกริสัน (link) กับผู้ร่วมงานที่ถามไว้ในหนังสือคู่มือ Blended Learning in Higher Education : Framework, Principles, and Guidelines ว่าการจะดีไซน์หลักสูตรใหม่นั้นมีคำถามที่สำคัญคำถามเดียวที่จะต้องตอบให้ได้คือ “อยากให้ผู้เรียนจำอะไรได้ในอีกห้าปีข้างหน้า?”

ถึงแม้ว่าคู่มือเล่มนี้จะเน้นที่การดีไซน์หลักสูตรผสมแบบออนไลน์และในห้องเรียน (blended learning, hybrid learning) แต่ผมคิดว่าคำถามนี้ครอบคลุมไปในทุกระบบนิเวศน์ของการศึกษา การที่ผู้สอนหวังว่าจะยัดอะไรลงไปให้มากมายในหลักสูตรเพื่อให้เด็กรู้เยอะๆ นั้น มันเหมือนการให้เขาทำงานหนัก (แต่อาจจะไม่สำคัญ?) ให้เขาจำโน่นจำนี่โดยที่มันอาจจะไม่เกี่ยวกับชีวิตเขาในเวลานี้ (เช่นในวิชาที่ผมกำลังจะสอนนั้น จะรู้ไปทำไมว่าอะเรย์ชั้นสูงทำงานอย่างไร หรือจะเขียนโปรแกรมติดต่อกับฐานข้อมูลอย่างไร) จะดีกว่าไหมที่เราเลือกเอาแค่ส่วนที่สำคัญจริงๆ คือเรียนให้หนักและเรียนเอาแต่สิ่งที่สำคัญที่จะติดตัวไปใช้ได้ในภายภาคหน้าจริงๆ

การมองแบบนี้เป็นการมองย้อนศรวิธีคิดของอาจารย์มหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ครับ เพราะทุกครั้งที่เรา (ตัวผมด้วย) ได้รู้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ก็อยากจะถ่ายทอดให้ผู้เรียนรู้มากเหมือนเรา แต่ถามจริงๆ เถอะครับว่าในหนึ่งภาคการศึกษา พวกเขาต้องเรียนสักกี่วิชา และอาจารย์แต่ละคนก็คิดแต่จะยัดๆ ๆ ๆ ๆ อะไรเข้าไปให้มันมากมาย ผลสุดท้ายเราก็ได้แต่ท่องจำอะไรที่มันไม่ค่อยจะมีความหมาย ผู้เรียนก็กลัวว่าจะจำไม่ได้ ผู้สอนก็กลัวว่าจะสอนไม่ทัน

too much 03   too much 04

ยอมรับกันได้หรือยังครับว่าไอ้ที่เรายัดๆ ให้ผู้เรียนน่ะ เขารับกันไม่ไหวและสะอิดสะเอียนกับการเข้าห้องกันไปหมดแล้ว (กรุณาดูภาพประกอบเพื่อเพิ่มอรรถรส) และมันเป็นบั่นทอนจิตวิญญาณการใฝ่รู้ของพวกเขาลงไปจนหมดสิ้น เรามุ่งแต่จะใส่เนื้อหาที่น่าเบื่อเข้าไปมากๆ โดยลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ “กระหาย” ที่จะเรียนต่อไปด้วยตัวเอง

การจะตอบคำถาม “อยากให้ผู้เรียนจำอะไรได้ในอีกห้าปีข้างหน้า?” ได้นั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของการเรียนรู้ในวิชานั้น ๆ ผมเองไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพ ก็อาศัยว่าไปคุยกับเพื่อนๆ ที่คร่ำหวอดในวงการ ว่าทักษะที่สำคัญของวิชาชีพนี้มีอะไรบ้าง และการเป็นโปรแกรมเมอร์นั้น มีชีวิตอย่างไร จริยธรรมอะไรที่ต้องมีติดตัว ผมไปสัมภาษณ์เพื่อนๆ มาสามสี่คน ก็กะว่าจะให้ผู้เรียนได้ดูวิดีโอเหล่านี้ และเอามาพูดคุยกันว่าเขาคิดอย่างไรกับวิชาชีพนี้ ชอบหรือไม่ชอบ และถ้าชอบ จะต้องพัฒนาตัวเองอย่างไรถึงจะไปถึงจุดนั้นได้ ผมยังถามอาจารย์ท่านอื่นที่สอนวิชาที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิชาการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ หรือวิชาฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ก็พอจะได้แนวคิดมาปรับเปลี่ยนวิชาของผม ว่าจะทำอย่างไรให้มันกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับวิชาเหล่านี้

ผมคิดว่าประสบการณ์ในชั้นเรียนของนักศึกษาคงจะดีขึ้นกว่านี้มากถ้าเรา, อาจารย์มหาวิทยาลัย, สามารถตอบสองคำถามที่ว่า “งานอะไรที่มีน้ำหนัก?” และ “อะไรที่อยากให้ผู้เรียนจำได้ในอีกห้าปีข้างหน้า?” ได้

คุณล่ะครับ มีคำตอบนี้หรือยัง?

อ้างอิง Randy Garrison & Norman D. Vaugham (2008) Blended Learning in Higher Education : Framework, Principles, and Guidelines. Jossey-Bass

ภาพประกอบ http://www.flickr.com/photos/bmitd67/4311655497/, http://www.flickr.com/photos/beautyofafrica/3189965108/

(กรุณาดูภาพประกอบเพื่อเพิ่มอรรถรส)