อ. แว๊บครับ ขอแสดงความเห็นที่ อ. แว๊บ ตั้้งคำถามขึ้นมานะครับ บางอย่างอาจคลาดเคลื่อนกับสิ่งที่ อ. แว๊บตั้งใจจะถามก็ขออภัย

ผมว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว ที่เราจะไม่เห็นอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่พวกเราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ มันดูเกินจินตนาการ เมื่อมองย้อนกลับไปตอนสมัยเราเด็กๆ ดังนั้นผมว่าคำถามที่ว่า งานอะไรที่มีน้ำหนัก ถ้าต้องการคำตอบระยะใกล้ น่าจะพอหาคำตอบได้ แต่ถ้ามองไปในอนาคตอีก 10 ปีขึ้นไป คงยากที่จะตอบ

ผมจะยกตัวอย่าง ลองนึกย้อนกลับไปสมัยตอนพวกเราจบใหม่ๆ ใครที่มีทักษะเขียนเว็บด้วยภาษา html (บน text editor) จะได้ค่าตอบแทนสูง แต่พอมาดูในยุคปัจจุบัน การเขียนภาษา html กลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป คนธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ก็สามารถมีเว็บ มีบล๊อก ฯลฯ ของตัวเอง และความรู้เกี่ยวกับเว็บจะเป็นความรู้พื้นฐานของคนรุ่นลูกเรา ทุกคนต้องเป็นหมด อาจจะตั้งแต่ประถมศึกษาด้วยซ้ำ และเมื่อนึกถึงคำพูดที่ผมเคยฟังมาจาก อ. ท่านหนึ่ง (ไม่กล้าเอ่ยนาม เพราะกลัวจำผิด) ท่านบอกว่าต่อไป user จะเป็นผู้สร้างโปรแกรมของตนเอง ส่วน programmer นั้นจะเป็นคนสร้างชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้ user เอาไปประกอบ นึกภาพก็คงคล้ายๆ Lego แล้วแต่ว่าใครจะเอาไปประกอบเป็นรูปร่างอะไร เอาไปใช้งานอะไร

ผมเคยอ่านงานวิจัยฉบับนึงของต่างประเทศ (จำไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ค้นจริงๆ น่าจะเจอ) พบว่าอาจารย์ในสังคมไทย มีบทบาทมากกว่าเป็นเพียงผู้สอน เป็นบทบาทในการชี้นำ และมีบทบาทเหมือนบุพการีดูแลบุตร นศ. ไทยเคยชินกับการถูกป้อนและการเดินตาม มีความเคารพ ยำเกรงต่อบทบาทความเป็นอาจารย์ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ อ. แว๊บ ตั้งคำถาม ข้อที่ 1 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาธร ความปรารถนาดีต่อศิษย์ ตามแบบครูที่ดี เสียอย่างเดียว คำถามนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการช่วยคิดจากคนที่อยู่ในฟาก นักเรียน นักศึกษา ซึ่งเราก็รู้ๆอยู่ว่า หลายๆคนที่เข้ามาสู่ระบบมหาวิทยาลัย ตอนสมัครเข้าเรียนยังไม่รู้เลยว่าสาขาที่เรียน จบมาจะทำอะไรได้บ้าง ตัวเองเหมาะ หรือไม่เหมาะกับสาขาที่สมัครเข้าเรียนนั้น อีกหลายคนก็เรียนตามเพื่อน เรียนตามสังคมว่าดี เรียนตามความเท่ห์ (ตัวผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้) ดังนั้น คำถามนี้ นร. นักศึกษา ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบครับ เพื่อเป็นการตรวจสอบตัวเองในระดับต้น ไม่ใช่จะมัวเดินตามทางที่พ่อ แม่ หรือ อาจารย์ชี้ให้แบบไร้สติ

หลายๆวิชาที่ดูเหมือนจะไม่จำเป็น ที่เราต้องเรียนก็เพื่อให้เข้าใจหลักการพื้นฐาน หรือวิวัฒนาการก่อนที่จะมาเป็นสิ่งที่เราเห็นทุกวันนี้ แล้วความรู้เหล่านี้ได้ใช้รึปล่าว คนทั่วๆไปคงไม่ได้ใช้ ยกเว้นจะมาเป็น อ. มหาวิทยาลัย ก็คงจำเป็นต้องรู้ หลักสูตร เราก็หวังดี อยากให้มีความรู้กว้าง และรู้ลึกเลยยัดๆๆกันมากหน่อย แต่แนวโน้มก็เปลี่ยนไปมากจากยุคที่เราเรียนนะครับ จะเห็นว่าจำนวนหน่วยกิตลดลงจากเดิมพอสมควร ถ้าจะวางการสอนโดยดูตลาดงานเป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นการสร้าง นศ. ให้จบไปสามารถทำงาน(ให้คนอื่น)ได้จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นการสอนให้ นศ. สร้างสรรค์งานจากสิ่งที่เป็นตัวเองเหมือนคนดังระดับโลกอย่าง Zuckerberg หรือ Gates (ผมไม่ได้บ้านะ ผมแค่ฝันอยากเห็นคนไทยไปถึงระดับนั้น) ดังนั้น ถ้าต้องการให้ นศ. สามารถจบไปทำงานได้ แต่ละวิชาก็ต้องใช้เคสที่ใกล้เคียงความจริงมาสอนและสั่งงาน แต่ถ้าอยากให้ นศ. ไปไกลกว่านั้น ก็อาจจะต้องสอนหรือให้งาน นศ. ในลักษณะฝันๆ ล้ำๆ เวอร์ๆ หน่อย

ผู้สร้าง scratch programming เองก็ได้กล่าวถึงการเรียนรู้ของเด็กน้อยในชั้นอนุบาล และได้นำมาใช้ประโยชน์ การศึกษาในระดับอนุบาลเองก็ไม่ได้สอนโดยดูว่าจะสร้างเด็กเพื่อเรียนไปทางวิทย์ หรือศิลป์ หรือจบมาเป็นอะไร แต่ก็ได้วางรากฐานสำคัญมากมายสำหรับการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ (ซึ่งในท้ายที่สุดแต่ละคนก็เดินต่างเส้นทางกัน) โดยเป็นการพัฒนาจากตัวผู้เรียนเองเป็นหลัก

กลับมาตอบข้อที่ 2 อะไรที่อยากให้ผู้เรียนได้ไป อีก 5 ปีข้างหน้า ผมก็จะตอบว่า อยากให้ผู้เรียนได้ทักษะที่จะใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างไม่ลำบาก สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ อยากให้ผู้เรียนมีทักษะที่จะพัฒนาตนเอง และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจนตลอดชีวิต (เพราะถ้าไม่รู้จักเรียนรู้การปรับตัว ก็คงสูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์) ในต่างประเทศ หลายๆประเทศได้มองเรื่องนี้ และได้ประกาศทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ออกมาแล้ว (แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน) ถือเป็นนโยบายระดับชาติที่จะผลิตบุคลากรที่จะสร้างประเทศ และสามารถแข่งขันกับนานาชาติต่อไป ส่วนประเทศไทยเรายังไม่เห็นตัวนี้ครับ (หรืออาจประกาศมาแล้ว แต่ผมตกข่าว) สำหรับระดับอุดมศึกษา ว่ากันจริงๆแล้ว เราคงต้องการบัณฑิตที่มีทักษะคิดดีๆ มีความสามารถในเชิงออกแบบ หรือสร้างสรรค์ มากกว่าเพียงตอบสนองต่อตลาดงานที่มักเป็นงาน routine สำหรับผมมีบางครั้งที่ไม่สามารถสอนเนื้อหาวิชาได้ครบถ้วนตามแผนการสอนในวิชา แต่มีทักษะหนึ่งที่ผมพยายามแทรกให้ นศ. เสมอ คือทักษะการเดา การมั่ว อย่างมีหลักการ เพราะถ้าเราจะต้องเผชิญกับปัญหา หรือสถานการณ์ที่ไม่เคยพบ เคยเจอมาก่อน เราก็น่าจะเสี่ยงเลือกหนทางที่ใกล้เคียงกับคำตอบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอีกเรื่องที่สำคัญที่พยายามปลูกฝัง คือจริยธรรมขั้นพื้นฐานครับ (โค๊ชอาจไม่ได้เป็นคนที่เตะฟุตบอลเก่ง, ผมไม่ได้เป็นคนดีอะไรมากมาย แต่พอรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี และอยากให้สังคมนี้ดี น่าอยู่ครับ)

ผมชอบที่ อ. แว๊บเขียนไว้ว่า เรามุ่งแต่จะใส่เนื้อหาที่น่าเบื่อเข้าไปมากๆ โดยลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ “กระหาย” ที่จะเรียนต่อไปด้วยตัวเอง