ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นเน้นๆ ที่นานๆ ทีจะมีนะครับอาจารย์จีรัง

เรื่องของอนาคตนี่เราคงคาดเดาไม่ได้แน่ๆ อันนี้ผมเห็นด้วย ทุกวันนี้มีงานประหลาดหลายอย่างที่เราคาดคิดไม่ถึงว่าจะมี งานเป็นผู้ดูแลในเกมออนไลน์ (คือคอยเดินไปเดินมาในเกม แต่ทำหน้าที่ผู้ดูแล ไม่ใช่ผู้เล่น) งานการเขียนบล็อกอาชีพ ขายของออนไลน์ อีกทั้งขอบเขตการทำงานยังกว้างไกลออกไปกว่าเดิม เครือข่ายสังคมยังเปิดโอกาสให้มีงานแปลกๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก อย่างเช่นการ tag รูปขายของ หรือขายบริการต่างๆ นานา

เรื่องการที่โปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาในอนาคต (หรือในปัจจุบัน) จะหันมาสร้างชิ้นงานแบบเป็นส่วนประกอบให้ผู้ใช้นำไปต่อยอดนั้น เราก็เห็นกัน ผมเพิ่งจะเจอกับตัวเองก็ตอนใช้ wordpress นี่ละครับ อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น แค่กดๆ เลือกโน่นนี่ เราก็ได้เว็บแล้ว แต่ผมก็คิดว่าการปูพื้นฐานที่สำคัญสำหรับวิชาชีพนั้นยังจำเป็นอยู่ครับ งานด้านพัฒนาเว็บ ความรู้พื้นฐาน HTML หรือ CSS ก็ยังสำคัญอยู่มาก อันนี้สำหรับคนที่จะเข้าสู่สายอาชีพนี้นะครับ ถ้าเป็นผู้ใช้ธรรมดาก็ไม่จำเป็น หรืองานด้านฐานข้อมูล การมีพื้นฐานด้านภาษา SQL ก็มีความจำเป็น ถึงแม้เทคโนโลยีฐานข้อมูลจะไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ตาม ว่าไหมครับ?

หลายอาชีพในปัจจุบันนั้นเป็นแค่การเปลี่ยนสถานที่การทำงาน และการเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเท่านั้นเอง การเขียนบล็อกอาชีพก็คล้ายๆ กับการยึดอาชีพเป็นนักเขียน แน่นอนว่าสื่ออินเตอร์เน็ต วิธีการเขียนก็ต้องแตกต่าง ทั้งด้านภาษาและความยาวของเนื้อหา เพราะหน้าเว็บไม่เหมือนหน้ากระดาษ หรืออย่างการเป็นผู้ดูแลเกมออนไลน์นั้นก็ไม่ต่างจากการเป็นพี่เลี้ยงที่ดี ต้องมีทักษะการสื่อสาร มีวิธีการจูงใจ และรู้กฎระเบียบในพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์หรือที่ไหนก็ตาม เราทั้งสองคนเคยผ่านประสบการณ์การเป็นพี่เลี้ยงมาเหมือนกัน ก็คงพอจะจินตนาการได้ว่า วิธีการรับมือกับเด็กวัยรุ่นนั้นมันต้องมีเทคนิควิธี และที่สำคัญที่สุดคือเราต้องเข้าใจกลุ่มคนที่เรากำลังดูแลอยู่ สิ่งที่ผู้ดูแลเกมออนไลน์ต้องมีนั้น นอกจากทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีแล้ว ไหวพริบ มีลูกล่อลูกชนก็สำคัญ เห็นผู้เล่นทำผิดแล้วจะจัดการอย่างไร จะตักเตือนหรือลงโทษ

เรื่องที่สองที่คุณจีรังพูดถึง, บทบาทอาจารย์ไทย, นั้นผมก็เห็นด้วยครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีเท่าไหร่ที่สังคมไทยเป็นสังคมอำนาจนิยม คนที่อยู่หน้าห้องต้องถูกเสมอ ถามว่าทำไมนักเรียนนักศึกษาถึงไม่ค่อยอยากมีปากมีเสียง หรือไม่ค่อยจะรู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร จะโทษใครฝ่ายเดียวคงไม่ได้ครับ มันเป็นปัญหาทั้งระบบ ซึ่งคงต้องพูดกันยาว ไม่รู้จะเริ่มแก้ที่ตรงไหนดี แต่ถ้าถามผม ผมว่าเราไม่ควรรอผู้กำหนดนโยบาย เห็นอะไรไม่ดีก็แก้เลยครับ เปลี่ยนที่ตัวเรา เราเป็นอาจารย์ เราสามารถเปลี่ยนได้ เริ่มกันที่ห้องเรานี่แหละ เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มการประเมินผลระหว่างการสอน (formative evaluation) ให้มากๆ เพื่อเป็นการปรับกระบวนการสอนให้ตรงตามความต้องการและความสามารถของผู้เรียน ผลักดันให้เขาคิด ให้เขากล้าพูดกล้าเถียง (แบบสุภาพ)

เรื่องที่สาม, วิชาพื้นฐานในมหาวิทยาลัย, ที่คุณจีรังเห็นว่าดูเหมือนจะไม่จำเป็น อันนี้ผมเห็นต่างครับ ผมว่าวิชาอย่างอารยธรรมไทย ปรัชญาและตรรกะ ภูมิหลังประวัติศาสตร์โลก วิชาพวกนี้โคตรจะสำคัญสำหรับคนที่อยากจะให้คนอื่นเขาเรียกว่า “ปัญญาชน” เพราะปัญญาชน ในทัศนะปราชญ์ชาวบ้านอย่าง อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ผมเห็นด้วยมากๆ คือต้องสามารถชี้นำสังคมได้ ทั้งในทางความคิดและการปฏิบัติจริง คือต้องมองสังคมให้ทะลุ แต่ก็ต้องอยู่ติดดิน ปัญหาคือมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ได้มุ่งผลิตปัญญาชน แต่มุ่งผลิต “คนชั้นกลาง” คือคนที่อยากจะตะเกียดตะกายให้หลุดพ้นความยากจน ด้วยวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น เพื่อเงินเดือนที่มากขึ้น แต่ไม่ได้สร้างให้คนมีความคิด หรือมีทัศนคติต่อสังคมมากขึ้น เหมือนที่คุณจีรังว่าเราสร้างคน “ให้จบไปสามารถทำงาน(ให้คนอื่น)ได้” นั่นแหละครับ

มาถึงคำถามข้อสอง ผมว่าคุณตอบได้ถูกต้องตรงใจผมจริงๆ ครับ เพราะไอ้ทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังเห่อกันนักหนาเนี่ย มันก็สรุปได้ข้อเดียวคือเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว มีความคล่องตัว แต่ต้องมีคุณธรรม ถ้าอยากเรียนกะล่อนปลิ้นปล้อนน่ะ เรามีให้เห็นกันเยอะแล้ว (ฮา!) เรื่องที่คุณว่าฝึกการเดาอย่างมีหลักการนี่น่าสนใจครับ ภาษาฝรั่งเขาว่า educated guess คือการเดาโดยใช้ข้อมูลที่มีในมือ บางครั้งเราหาได้ไม่ครบถ้วน แต่ก็ต้องตัดสินใจ ถ้ามีตัวอย่างบทเรียน รบกวนช่วยแบ่งปันด้วยนะครับ ส่วนตัวผมเองมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องของการถ่ายโอนความรู้ ซึ่งมีแบบระยะใกล้และระยะไกล (near vs. far transfer) การเรียนต้องมีการต่อยอดความรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ สอนเรื่องใหม่ก็ต้องโยงให้เข้ากับเรื่องเก่า คล้ายการต่อนั่งร้าน (scaffold) เราปูพื้นฐานให้เขาแล้วก็ค่อยๆ แตกหน่อออกผลต่อไปในกรณีศึกษาที่มันแปลกขึ้น ยากขึ้น และต้องระลึกเสมอว่าบางครั้ง ชีวิตมันไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว

ปล. อ่านความเห็นคุณแล้วเพิ่งทราบว่าสมัยเรานี่ วิศวะไฟฟ้า เขาว่าเท่ห์นะเนี่ย...