สัตว์ประเสริฐนี้ ก็คือ เราสามารถเลือกทางเดินของเราได้ ว่าเราจะเดินไปในทางชั่วหรือทางดี เราจะไปนรกหรือไปสวรรค์
มนุษย์เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เราลองพิจารณาดูว่ามันประเสริฐตรงไหนเพราะเราก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่ต้องกิน ต้องนอน ขับถ่ายหาที่อยู่อาศัย และการผสมพันธุ์ เป็นต้น เมื่อพิจารณาดูดังนี้ก็ไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างกับสัตว์โลกทั่วไปตรงไหน เมื่อเรามาพิจารณาดูแล้วคำว่าสัตว์ประเสริฐนี้ ก็คือ เราสามารถเลือกทางเดินของเราได้ว่าเราจะเดินไปในทางชั่วหรือทางดี เราจะไปนรกหรือไปสวรรค์ หรือจะเดินไปสู่นิพพานเราสามารถสร้างทาน ศีล ภาวนา และเรายังสามารถมีสติสัมปชัญญะในการกำกับตน ตรงนี้เองที่เราเรียกมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ธรรมดาแล้วสัตว์โลกทั่วไปล้วนเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเอารัดเอาเปรียบกันทุกรูปแบบมนุษย์เราจึงมีศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องกางกั้นความชั่วทั้งหลายให้เหลือแต่ความดี ซึ่งจะทำให้มนุษย์ได้ละชั่วและทำดีเพื่อหลีกหนีความทุกข์และสร้างความสุขให้เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้พยายามแนะนำสั่งสอนให้พุทธบริษัททั้งหลายให้ทำดีทุกวิถีทาง เช่น การทำทาน รักษาศีล เป็นต้น
การทำทานนั้นก็เพื่อให้เราละการเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบ การที่เราเป็นผู้ให้อยู่บ่อยๆทำให้เราละความตระหนี่ถี่เหนียว การเห็นแก่ได้และเห็นแก่ตัวได้จิตที่มีแต่ให้นั้นเป็นจิตที่มีความเมตตาสงสาร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีการเห็นอกเห็นใจกัน ตรงข้ามกับจิตที่มีความต้องการอยู่ตลอดเห็นของคนอื่นก็อยากได้มาเป็นของเรา เพราะจิตนี้มีความโลภอยู่ จึงเป็นจิตที่มืดมนเป็นจิตที่เห็นแก่ตัว เป็นจิตที่มักมากเช่นเห็นสัตว์ก็อยากเอาชีวิตเขามาเพื่อกินเนื้อ โดยที่ไม่ได้เห็นแก่ชีวิตความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานของเขาจิตที่คิดเผื่อแผ่นั้นย่อมเป็นจิตที่มีแต่ความสุข อิ่มเอิบ ปลื้ม ปีติ เช่นการทำบุญตักบาตร การช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้นตรงกันข้ามจิตที่มีแต่จะเอานั้น เป็นจิตที่ทุรนทุรายมีความทุกข์และเป็นจิตที่ขาดเมตตาธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้เราทำทานเพื่อความสุขในปัจจุบันและอนาคตการรักษาศีลเป็นบุญเป็นกุศลมากกว่าทานเป็นจิตที่มีพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นจิตของพรหมอันประเสริฐพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าศีลจะนำเราไปสวรรค์และนิพพานในที่สุด ศีล ๕ เป็นพื้นฐานแห่งศีลมนุษย์เราเมื่อขาดจากศีล ๕ แล้ว ตายไปจะไม่มีโอกาสขึ้นมาเป็นมนุษย์อีกหมายความว่าย่อมดิ่งลงสู่อบาย คือ ความไม่สบายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอบายภูมิ ๔ คือ เปรต อสูรกายสัตว์เดรัจฉาน และสัตว์นรก ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีศีล ๕เป็นอย่างน้อยเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความทุกข์ทั้งปัจจุบันและในภายภาคหน้าทุกคนรังเกียจความทุกข์ รักความสุขด้วยกันทั้งนั้นแต่ปรากฏว่าทุกคนก็ได้สร้างแต่ความทุกข์ คือ บาป รักความสุขแต่ไม่เคยสร้างบุญสร้างกุศลเอาไว้เลย ไม่เคยรักษาศีล ตรงนี้เองเราจำเป็นต้องมีศีลเพราะการกระทำสิ่งใดย่อมได้รับสิ่งนั้น เมื่อเราทำบาปแล้วเราจะปฏิเสธบาปหรือทุกข์นั้นไม่ได้ เช่นเดียวกับบุญ นับตั้งแต่การทำทาน รักษาศีลบำเพ็ญภาวนา เราก็ย่อมได้รับบุญ หรือความสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกันศีลเป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่งที่ต้องรักษาไว้นับตั้งแต่บัดนี้จนตลอดชีวิต