วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔
คุณธวัชมาถึงที่ประชุมตั้งแต่เช้า หลังกินอาหารเช้าเสร็จ พวกเราก็เริ่มกิจกรรมในวันที่สองด้วยการนับเลขเป็นการ Check สมาธิ (กำหนดว่าเลขใดที่ต้องตบมือ) ได้หัวเราะกันตั้งแต่เช้า เพราะหลายคนเผลอ ต้องมีหวี่ชาววังตามมาอีก
ท่าทางของหวี่ชาววัง (มี Clip แต่ไม่ได้โชว์)
ต่อมาหมอแอ พญ.นิสิตา นาทประยุทธ์ จาก รพ.พระทองคำเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา Note Taker มืออาชีพ เป็นผู้สรุปว่าเมื่อวานเรามีกิจกรรมอะไรบ้าง มีความรู้อะไร
ขวา หมอแอ (เสื้อเขียว)
Learning designs
ต่อจากนั้นเป็นการเรียนรู้เรื่อง Learning design คุณธวัชให้พวกเราช่วยกันเสนอว่ากิจกรรมการเรียนรู้ที่เคยมีประสบการณ์มีอะไรบ้าง เช่น บรรยาย อภิปราย สาธิต Role play สอน ฝึก ทดลองทำ ฯลฯ รวมแล้วได้ ๑๑ วิธี ที่ทุกวิธีมีข้อดีข้อจำกัด ให้แบ่งกลุ่มตามภูมิภาค แจกวิธีการที่เสนอนั้นให้แต่ละกลุ่มๆ ละ ๓-๔ วิธี ช่วยกันวิเคราะห์ข้อดีข้อด้อย
ซ้าย-กลุ่มภาคเหนือ ขวา-กลุ่มภาคใต้ ทำงานกันอย่างแข็งขัน
ภาคเหนือ : นิทรรศการ เตรียมการได้ล่วงหน้า เอามาจากทั่วโลกก็ได้ แต่ถ้าจัดไม่ดีก็... ฐานกิจกรรม ผู้ร่วมได้ลงมือจริง เอาประโยชน์จากการปฏิบัติจริงไปใช้ได้ แต่ถ้า บรรยาย ไม่เปลืองคน ไม่เปลืองงบ แต่ถ้าไม่ได้คุณภาพ ผู้ฟังหนีได้ หลับได้ กลับได้ ประเมินผลไม่ได้ชัดเจน
บทบาทสมมติ ผู้ให้ผู้รับตื่นเต้นเร้าใจ แต่ถ้าดูเป็นสนุกจะได้สาระน้อย อยู่ที่ผู้สรุป ผู้แสดงถ้าตีบทแตก ผู้รับจะจำเอาไปปฏิบัติได้ แต่เปลืองเรื่องค่าแต่งตัว เป็นเรื่องสดๆ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องดี
ภาคอีสาน : Gr discussion ถ้ากลุ่มสนใจก็ได้ ถ้าไม่มีประสบการณ์ก็อึดอัด ต้องเลือกคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ต้องการ Fa ที่มีทักษะ การใช้ media น่าสนใจ กำหนดเวลาได้ รูปแบบได้ ประทับใจ ข้อเสียต้องเตรียมอุปกรณ์ ทำสื่อมาก่อน ค่าใช้จ่ายสูง อาจไม่ match ทั้งหมด เสวนา ใช้คนมีประสบการณ์ ประเด็นชัดเจน ข้อด้อย ผู้ฟังมีส่วนร่วมได้จำกัด ซักถามได้น้อยคน เรื่องเล่า บรรยากาศจะได้ มี Feel ความรู้สึกของคนเล่า คนฟังมีกำลังใจในการที่จะนำไปทำต่อ ฟังแล้วนึกภาพเอาไปปรับใช้ ข้อเสียความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไม่ generalize ขึ้นกับทักษะของคนเล่า
ภาคใต้ : ละครสั้น ข้อดีการทำความเข้าใจง่าย สื่อประเด็น บรรยากาศเป็นการเชิญชวนติดตาม คนตามเข้าใจ ต้องใช้เวลาเยอะในการเตรียม บริบท ต้องมีสื่อที่ชัดเจน ข้อด้อย ถ้าบทไม่ชัด แสดงไม่ดีจะทำให้คนไม่สนใจ Ignite ต้องอาศัยความสามารถของคนสรุปประเด็น เรื่องต้องไม่ซับซ้อน เป็นการสื่อสารทางเดียว อบรมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าได้ทดลองทำจริง share ความคิดประสบการณ์ วัดผลได้ชัดว่าทำได้หรือเปล่า...ต้องใช้เวลา วิทยากรต้องรู้จริง มีจำนวนเพียงพอ ผู้เข้าต้องไม่มาก ต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมาก
คุณธวัชเพิ่มเติมอีกว่า ต้องดูว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารเป็น knowledge แบบไหน ถ้าเป็น knowledge แบบนิ่ง ทางวิทยาศาสตร์.... ถ้าเป็น knowledge เชิง practical บรรยายยาก หรืออาจไม่ได้ทั้งหมด ตัวคนเข้าก็มีผล อาจต้องสู้กับกระแสที่คุ้นชินเดิม ถ้าใช้รูปแบบที่ให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง คนไม่คุ้น คนมักไปประชุมแบบไม่เตรียมตัว..จะไปรับอย่างเดียว เราต้องเตรียมรับมือ เวลาเลือกใช้ต้องคิดหลายมุม
เวลาที่มีก็ต้องคิดเป็นโจทย์ด้วย หมอแอเอา flipchart มาติดบอร์ด หมอฝนชวนทุกคนมาดู สรุปว่าวิธีการแบบ oneway เหมาะกับเนื้อหาวิชาการ เป็นการสื่อสารทางเดียว สื่อไปยังคนเยอะได้
บรรยายเป็นวิชาการเกินไป เรื่องเล่าถ่ายทอด tacit knowledge Ignite เป็นอะไรก็ได้แต่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาระดับหนึ่ง สั้นกระชับ แต่ขาดรายละเอียด คนอาจตีความต่างกัน เสวนาหลากหลายใช้ explicit หรือ tacit knowledge ก็ได้ ถ้าคนดำเนินการดีก็จะดี ๔ แบบหลังได้ลงมือทำ ข้อด้อยต้องใช้เวลา เตรียมของเยอะ คนพาทำต้องมีประสบการณ์ มัน จำได้เอาไปใช้ได้
บทบาทสมมติ เชิงปฏิบัติการ Walk Rally, Role play ถ้าจะเลือกใช้ ต้องดูว่าเรื่องอะไร บทบาทสมมติเป็นการฝึก skills ส่วน Walk Rally เอากิจกรรมเอามาเรียนรู้ได้หลายๆ อย่าง สนุกสนาน มี step ขั้นตอนการเรียนรู้ ใส่เรื่องการทำงานได้เยอะมาก ละครสั้น เอาไว้ถอดเรื่องบางอย่าง เช่น ปัญหาของการบริหารงาน ปัญหาข้อขัดแย้ง เอามาเล่น มัน สด เห็นภาพชัด กระทบแบบนิ่ม (ต่างจาก Role Play ซึ่งเป็นการฝึกทักษะ) Media ต้องรู้จักผู้ฟัง รู้จักเลือกใช้ Group Discussion ใช้ในวงเล็ก
คุณธวัชแถมเรื่อง Learning pyramid นิทรรศการก็เป็นการอ่าน ด้านล่างๆ เป็นตระกูล Collective learning เมื่อไหร่ที่คนได้ลงมือทำก็จะเรียนรู้ได้มาก ยิ่งถ้าเรียนรู้แล้วถ่ายทอดให้คนอื่นได้ยิ่งเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น
Lecture, reading, Audio-visaul, Demonstration เป็นการ Outside-in /Deductive method เอาความรู้จากข้างนอกมาถ่ายทอด วิธีข้างล่าง : Discussion group, practice by doing, teach others/immediate use บ้านเราไม่คุ้นเคย ทำยาก ต้องเตรียมตัวมาก ทำเป็น mass ยาก ต้องปราณีต
จะหยิบวิธีไหนต้องนึกถึงประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน
ย้อนรอยมหกรรม KM เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง
ดิฉัน คุณหมอสมเกียรติ โพธิสัตย์ และคุณธวัช ช่วยกันย้อนรอยมหกรรม KM เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบัน เรามี VDO สรุปงานเมื่อปี ๒๕๕๐ และ ๒๕๕๓ ปีอื่นๆ ก็ฉายรูปภาพประกอบ เมื่อเล่าถึงการทำงานที่ผ่านมาก็มีความสุข เพราะงานเสร็จไปแล้ว ไม่ทุกข์หรือตึงเครียดเหมือนช่วงเตรียมช่วงทำ จนหมอฝนต้องเตือนว่าใช้เวลาเยอะไป
นพ.สมเกียรติ โพธิสัตย์
ต่อจากนั้นเราแจกจ่ายโครงการและกำหนดการของการจัดมหกรรม KM ครั้งก่อนๆ เพื่อให้กลุ่มของแต่ละภูมิภาคดูและคิดเตรียมการงานในภูมิภาคของตนเอง เราทำงานกันจนถึงบ่าย รับประทานอาหารกลางวันแล้วยังทำงานกันต่อ
เมื่อได้เวลา กลุ่มแต่ละภูมิภาคก็นำเสนอแนวทางการจัดมหกรรม KM ของตนเอง ซึ่ง focus ไปที่การจัดฐานการเรียนรู้ Theme ของฐานการเรียนรู้ยังเหมือนกัน แต่มีการปรับรายละเอียดและรูปแบบกิจกรรม พร้อมกำหนดทีมที่จะมาแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าประชุม รวมทั้งวิทยากรที่จะหาจากในพื้นที่
บอกได้ว่าการจัดมหกรรม KM เบาหวาน-ความดันโลหิตสูงในภาคอีสาน เหนือ ใต้ นั้น แม้หัวข้อการประชุมจะเหมือนกับที่จัดไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ แต่สาระส่วนใหญ่และรูปแบบกิจกรรมมีความแตกต่างกัน
วันสุดท้ายของการประชุม พวกเราร้องเพลงร่วมกัน ๒ เพลง มี พญ.อารยา ทองผิว ผู้มีเสียงใสได้ใจของทุกคน เป็นต้นเสียง ที่จำได้คือเพลง If we hold on together เมื่อเราเกาะเกี่ยวกันเหนียวแน่น... ส่วนเพลงไทย ดิฉันไม่รู้จักชื่อ เนื้อเพลงเป็นทำนองที่ว่า ทุกคนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ...
พญ.อารยา ทองผิว
เรานัดประชุมกัน ณ สถานที่จัดงานอีกครั้ง โดยภาคอีสานจะประชุมกันที่โรงแรมราชาวดีฯ วันเสาร์ที่ ๗ พฤษภาคม ต่อด้วยภาคเหนือประชุมที่โรงแรมท็อปแลนด์ในวันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม สำหรับภาคใต้เรารอเรียนรู้จากภาคอีสานและภาคเหนือ จึงนัดประชุมกันในวันจันทร์ที่ ๒๐ มิถุนายน
AAR ของการประชุมครั้งนี้ ดูได้จากสีหน้าและแววตาของผู้เข้าประชุมที่สะท้อนความรู้สึกได้เป็นอย่างดี และที่ชัดเจนคือพวกเรารู้ว่าจะไปทำอะไรต่อ
วัลลา ตันตโยทัย