คนอินเดียโบราณนั้นดูถูกคนที่ชาติตระกูล คนไทยก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ ยุคต้น ๆ ก็ถือวรรณะจากชาติตระกูล ต่อมาถือวรรณะทางการเงิน และปัจจุบันถือวรรณของผู้ชื้อและผู้ขาย แล้วอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? ส่วนในใจของผู้เขียนอยากให้เป็นเหมือนธรรมาธิปไตยให้มากที่สุด

    ตอนที่ ๑ อิทธิพลของชนชั้น

    หากเราอ่านอัคคัญสูตร ซึ่งอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๑ แล้วจะเห็นว่าขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี มีสามเณรโตสองรูปคือสามเณรเสฏฐะ และสามเณรภารทวาชะเข้าไปเฝ้าจึงเป็นที่มาของพระสูตรนี้

 

     คนอินเดียโบราณนั้นดูถูกคนที่ชาติตระกูล เช่น พราหมณ์ต้องมีวรรณะ(ชาติตระกูล)ที่สูงกว่าวรรณะกษัตริย์ (แต่ไทยมาใช้กลับกันคือเรียงกษัตริย์ขึ้นก่อนพราหมณ์-เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเถียงกับแขกมาแล้ว) ดังนั้นวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์จึงมีชาติตระกูลสูงกว่าวรรณะแพศย์และวรรณะศูทรไปตามลำดับ

 

     วรรณะพราหมณ์ในสมัยโน้นจึงด่าสามเณรทั้งสองที่เข้ามาบวชว่า เจ้าทั้งสองมาละวรรณะที่ประเสริฐเข้าไปอยู่ในวรรณะที่เลวทรามคือสมณะโล้น เป็นคนรับใช้ เป็นคนวรรณะต่ำ เป็นเผ่ามาร .....ว่าไปโน้น

 

     วรรณะในสังคมไทยสมัยต้น ๆ ก็ใช่ย่อยมีการถือวรรณะชาติตระกูลเช่นกัน เช่น มีคำกล่าวว่า ดอกฟ้ากับหมาวัด เป็นต้น  เป็นยุคของเจ้านายและบ่าวไพร่ หรือยุคของการอุปถัมภ์เป็นหลัก

 

     ต่อมาสังคมไทยก็เปลี่ยนวรรณะเป็นผู้มีฐานะทางการเงิน เช่น มีคำกล่าวว่า จนแล้วไม่เจียม  เป็นต้น เป็นยุคของการถือเงินคือพระเจ้า เอาเงินเป็นตัวตั้ง

 

     และปัจจุบันวรรณะในสังคมไทยเปลี่ยนมาเป็นวรรณะของผู้ชื้อและผู้ขาย-ผู้ให้และผู้รับจ้าง เช่น มีคำกล่าวว่า เงินไม่มากาไม่เป็น เป็นต้น เป็นยุคของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน โดยอ้างสิทธิเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คำว่าสิทธินี้มีความหมายครอบคลุมไปถึงไหนกันแน่?

 

     ส่วนในอนาคตประเทศไทย วรรณะ ที่แปลว่าชนชั้นอยู่ที่ไหน?........

 

     แท้ที่จริงแล้ววรรณะ แปลว่า สีผิว คนอินเดียโบราณคัดแยกคนจากสีผิว แม้แต่ยุโรปก็มีการแยกสีผิว เช่น คนขาว คนดำ คนไทยสีผิวไม่ต่างกันมากนัก ก็จะให้ความหมายวรรณะว่าชนชั้น

 

     สำหรับผู้เขียนอยากให้คนไทยดูวรรณะที่ความดีงาม ความเสียสละ ความอดทน ความมีคุณธรรม หรือการดำรงชีวิตด้วยความเป็นพุทธ เป็นหลัก......ไม่ใช่กระบวนทัศน์แบบเก่า ๆ ที่ผ่านมา