ผู้เขียนได้อ่านบทความ เรื่อง "การเมืองเรื่องถนนสู่ภาคอีสาน"ของ ผศ.ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ที่ตั้งคำถามว่า การที่ถนนในภาคอีสานประสบกับการติดขัด "อย่างแสนสาหัส" เกิดจากประเด็นปัญหา "ถนน" ซึ่งที่มาถนนนั้นไปสัมพันธ์กับระบบการเมืองโดยมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เป็นตัวสะท้อน

     "การ เดินทางสู่อีสานในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์นั้น ทำไมรถราต้องติดแง็กกับจุดสร้างสะพานลอยกลับถนนตรงเลยแยกบางปะอินมาทาง สระบุรีไม่ไกลนัก หรือทำไมต้องติดแง็กเพื่อคืบคลานรถตนเองให้ผ่านขึ้นภูเขาตรงแก่งคอยและหมวก เหล็ก-กลางดง และตรงเขื่อนลำตะคอง ซึ่งก็ดูท่าภูนั้นจะไม่สูงเท่ากับการไต่ภูเขาจากลำปางสู่เชียงใหม่ หรือลำปางสู่เชียงราย ภาวะรถราติดแง็กเหล่านี้จะไม่มีวิธีการแก้ไขปัญหาในแบบอื่นๆ หรือ? หรือควรถือว่าเป็นชะตากรรมของคนอีสาน?
     "คำถามต่างๆ เหล่านี้ เป็นประสบการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปีแล้วปีเล่า แต่ปัญหาก็ดูจะหนักหนากว่าเดิมมากขึ้น เมื่อเราตระหนักว่าเทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างมากแล้ว (เช่น เกาหลีใต้ใช้วิธีเจาะภูเขาเป็นอุโมงค์ และระดับถนนค่อนข้างอยู่ในระดับเดียวกัน กล่าวคือ ภูเขาขวางทางก็เจาะทะลุ)

     "หรือว่าอีสานมีประชากรมากเกินไป? ดังนั้น จึงต้องรับทุกข์ของการคมนาคมมากกว่าคนภาคอื่น?"  
     เนื้อหาข้างต้นนั้น เป็นประเด็นที่ผู้ท่าน ดร.ธำรงศักดิ์ ได้ตั้งคำถามต่อสาเหตุของจราจรที่ติดขัดเอาไว้อย่างน่าสนใจ  สุดท้ายแล้ว ท่านได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เกี่ยวข้องกับการเมืองจนนำไปสู่การพัฒนาระบบโลจิสติคส์
       "แต่หากพิจารณาในแง่มุมทางการเมือง การที่มีประชากรมากก็มีความหมายว่าก็ต้องมีผู้แทนราษฎรของเหล่าจังหวัดภาค อีสานจำนวนมากตามไปด้วย ซึ่งก็หมายถึงการมีพลังทางการเมืองในการที่จะเข้าไปกำหนดนโยบายและดำเนินงาน เชิงรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับคนอีสานได้เป็นอย่างดี

แต่กาลกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับเหมือนว่าการมีประชากร การมี ส.ส. จำนวนมาก แต่ก็ดูจะ "ไร้น้ำยา" ทางการเมือง เมื่อพิจารณาจากการเดินทางที่ต้อง "ติดแง็ก" กับ "ประตู" สู่ภาคอีสาน"  (อ่านเพิ่มเติมใน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303304799&grpid=&catid=02&subcatid=0207)

     ตัวหนังสือ "สีเขียว" ข้างบนคือข้อสังเกตต่อประเด็น "การเมืองเรื่องถนนสู่ภาคอีสาน" ของท่านเจ้าของบทความในมติชนรายวัน (๒๐ มกราคม ๒๕๕๔)  จากความเข้าใจของผู้เขียน โดยสรุป ท่านเจ้าของบทความได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นปัญหาจราจรติดขัดที่เกิดสาเหตุต่างๆ กล่าวคือ (๑) ปัญหาด้านประชากรศาสตร์ (๒) ปัญหาด้านการเมือง (๓) ปัญหาด้านระบบโลจิสติคส์  ตามความเข้าใจของท่านเจ้าของบทความ ทั้งสามประเด็นนั้น ล้วนสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

     คำถามคือ "การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวของท่านเจ้าของบทความได้สะท้อนแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นปัญหารถติดที่มิตรภาพได้อย่างเพียงพอหรือครอบคลุมหรือไม่"  หรืือในความเป็นจริงแล้ว ยังมีแงุ่มุมอื่นๆ ที่ "ซ่อนตัว" ให้เราได้วิเคราะห์ และศึกษาเพิ่มเติมได้อีก

     ในแต่ละปีของช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ เข้าพรรษา ออกพรรษา และลอยกระทง  ได้มีประชาชนจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่ชื่อถนนมิตรภาพที่ดูประหนึ่ง "อาจจะไร้มิตรภาพ" เพราะทำให้หลายๆ ชีวิตไร้มิตรภาพในขณะสัญจรในช่วงเทศกาลสำคัญ   อีกทั้งทำให้หน่วยงานรัฐพยายามที่จะออกมาตรการเพื่อป้องกันการสูญเสียในเทศกาลสำคัญ คำถามคือ การดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่

     จริงหรือไม่ว่า ปัญหาที่แท้ัจริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ "ถนนมิตรภาพที่คับแคบ หากแต่อยู่ที่โครงสร้างทางสังคมไทยที่สุดแสนจะคับแคบ   ทำไมคนเหล่านี้ต้องทิ้งบ้านเรื่องมาเสี่ยงโชคในเมืองใหญ่ ทำไมโอกาสในเมืองใหญ่ จึงมีมากกว่าเมืองเล็กๆ ทำไมเราจึงไม่กระจาย "โอกาส" ไปสู่เมืองเล็กๆ ทำไมเราไม่พัฒนาเมืองเล็กๆ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ ดังที่เมืองใหญ่ๆ มี

     หรือว่าในความเป็นจริงแล้ว ถนนไปสู่อีสานอาจจะไม่คับแคบหากเปรียบเทียบกับถนนเพชรเกษม ถนนสายเอเซีย หากแต่ที่คับแคบคือ "โอกาส และโครงสร้างทางสังคมที่สุดแสนจะคับแคบ"  จึงทำให้คนเหล่านี้ ต้องทิ้งบ้านเรือน ทิ้งพ่อแม่ และอาจจะนำชีวิตของตัวเองไปทิ้งในเมืองใหญ่ๆ ที่มีโอกาส และเข้าถึงโอกาสได้ดีกว่าเมืองเล็กๆ ของเขา

    ใครจะช่วยตอบปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแจ่มชัด  การตอบปัญหาไม่ได้หมายถึง "การทำให้โอกาสของกลุ่มคนต่างๆ ชัดไปด้วย" หากแต่จะำให้กลุ่มคนต่างๆ ในสัีงคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และมีศักดิ์ศรีในความเป็นคนมากยิ่งขึ้น

 

พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส
๒๑ เมษายน ๒๕๕๔