การรวมศูนย์อำนาจคือหายนะของประเทศ พรรคการเมืองใดจริงใจ กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นบ้าง!

มติชนรายวัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303200869&grpid=01&catid=&subcatid=

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

1. หายนะของประเทศเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจ

แม้วิกฤตการณ์ของประเทศจะเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง แต่แก่นของมันคือการรวมศูนย์อำนาจของประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างน้อย 5 ประการ คือ

(1) ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ หากชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็งจัดการตัวเองได้ จะจัดการปัญหาต่าง ๆ ไปได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องมาแก้กันที่ส่วนกลาง ทุกวันนี้ปัญหาจากทั่วประเทศพุ่งเข้ามาที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นจุดรวมศูนย์ อำนาจ นายกรัฐมนตรีทุกคนจะถูกปัญหาท่วมทับจนหมดสภาพ ปัญหาต่างๆ แก้ไม่ได้จริง บ้านเมืองวิกฤตมากขึ้นๆ

(2) ทำให้เกิดสภาพรัฐล้มเหลว ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจมีสมรรถนะต่ำคอรัปชั่นสูง จึงไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ไม่สามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร รวมทั้ง ไม่สามารถจัดการการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่สังคม ไม่สามารถแก้ปัญหาความรุนแรง เช่น ปัญหาชายแดนใต้ ฯลฯ เข้าข่ายรัฐล้มเหลว ทำให้เกิดความระส่ำระส่าย โกลาหล และวิกฤต

(3) ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรม คือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ สิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งไม่ เหมือนกัน วัฒนธรรมจึงหลากหลายไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ อำนาจรัฐรวมศูนย์ขัดแย้งกับ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น มีผลทำลายระบบการอยู่ร่วมกัน ระหว่าง คนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ และนำไปสู่ความรุนแรง เช่น ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้ ไฟใต้จะดับไม่ได้ตราบใดที่ ยังไม่กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น

(4) ทำให้ระบบการเมืองไร้คุณภาพ เพราะอำนาจรัฐรวมศูนย์ดึงดูดให้นักธุรกิจการเมืองทุ่มทุนขนาดใหญ่เพื่อเข้า มากินรวบอำนาจ ทำให้เกิดระบบธนาธิปไตย และความไร้คุณภาพของระบบการเมืองไทย ที่สมรรถนะต่ำคอร์รัปชั่นสูง แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ การแย่งอำนาจรวมศูนย์ทำให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงนำไปสู่ความแตกแยก

(5) ทำให้ทำรัฐประหารง่าย อำนาจรัฐรวมศูนย์ทำรัฐประหารง่าย แต่ถ้ากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึงจะทำรัฐประหารไม่ได้ เพราะไม่รู้จะยึดอำนาจตรงไหน

ปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจรัฐทั้ง 5 ประการนี้นำประเทศไปสู่หายนะ

2. ป้องกันหายนะโดยการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

คนข้างบนที่ไม่เคยสัมผัสความเป็นจริงข้างล่าง ไม่รู้ดอกว่าคนข้างล่างนั้น “ตื่น” ขึ้นมาจัดการตัวเองแล้ว คนข้างบนคุ้นเคยกับมายาคติและความเลวร้ายต่างๆ ข้างบน ไม่รู้หรอกว่าข้างล่างมีสิ่งดีๆ เยอะ

ในระดับชุมชน กำลังมีการรวมตัวของผู้นำชุมชนเป็นสภาผู้นำชุมชน ทำการสำรวจชุมชน ทำแผนชุมชน เสนอให้สภาประชาชนคือที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้านรับรองแผน คนทั้งชุมชนช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน ทำให้การพัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง 8 เรื่องพร้อมกันไป คือ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย ควรสังเกตว่ากระบวนการนี้เป็นประชาธิปไตยทางตรงที่คนทั้งหมู่บ้านมีส่วนร่วม โดยตรง ประชาธิปไตยชุมชนเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์และสร้างสรรค์ที่สุด

ในระดับท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 3 ประเภท คือ อบต. เทศบาล และอบจ. ซึ่งมีเกือบ 8,000 องค์กร กำลังทำอะไรดีๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และเรียนรู้จากกันทำให้ก้าวหน้าและเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ ประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local democracy) เป็นฐานของประชาธิปไตยระดับชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ร. ทรงปรารถนาจะให้เกิดขึ้น

ชุมชนท้องถิ่น ปกคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ ถ้าเข้มแข็งและจัดการตัวเองได้ ก็จะทำให้ฐานของประเทศมั่นคง สามารถรองรับประเทศทั้งหมดให้สมดุลและยั่งยืน

ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเองจึงเป็นหนทางสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย

3. สมัชชาชุมชนกับการปฏิรูป สมัชชาท้องถิ่นกับการปฏิรูป

คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปได้จัดตั้งคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการปฏิรูป และคณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป คณะกรรมการทั้งสองได้ทำงานเครือข่ายองค์กรท้องถิ่นและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ และจัดประชุมสมัชชาชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเองสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทยและ สมัชชาองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป สมัชชาทั้ง 2 มีข้อเสนอนโยบายซึ่งขอดูได้จากสำนักงานปฏิรูป และมีองค์กรที่ทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการทั้ง 2 คือ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) และ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)

ควรมีการออกพรบ.ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเอง เพื่อปลดล็อคกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการกำหนดอนาคตและการจัดการตัวเองของชุมชนท้องถิ่น ต้องปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีกำลังทำภารกิจได้อย่างทั่วถึง ต้องปฏิรูปบทบาทองค์กรภาครัฐจากการลงไปทำเอง มาเป็นสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ รวมทั้งสร้างกลไกทางนโยบายที่จะนำข้อเสนอทางนโยบายของชุมชนท้องถิ่นไปเป็น นโยบายระดับชาติ เช่น มีสภาชุมชนท้องถิ่นระดับชาติที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุม เพื่อรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่มาจากชุมชนท้องถิ่น

4. เครือข่ายสภาประชาชน เครือข่ายสภาองค์กรท้องถิ่น

ประชาธิปไตยฐานกว้างทั้งแผ่นดิน

เรามักบ่นกันว่าเรามีนักการเมืองที่มีคุณภาพน้อย เล่นกันอยู่ไม่กี่คน ถึงต้องเอาพ่อแม่ลูกเมียพี่น้องเป็นตัวแทน เพราะเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีฐานแคบ ชุมชนท้องถิ่นคือฐานกว้าง มีผู้นำตามธรรมชาติที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีจำนวนมากในชุมชนท้องถิ่น ถ้าเราตั้งระบอบประชาธิปไตยให้มีฐานกว้าง จะเกิดพลังประชาธิปไตยมหาศาลทั้งแผ่นดิน

สภาประชาชน และสภาผู้นำชุมชน 80,000 หมู่บ้าน

ประชาธิปไตยชุมชน

ประชาธิปไตยท้องถิ่น

ประชาธิปไตยระดับชาติ

รัฐสภา สมาชิก 500 -150 คน

สภาองค์กรท้องถิ่น เกือบ 8,000 องค์กร

ประชาธิปไตย 3 ระดับควรเชื่อมโยงกัน

สภาประชาชนคือที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้าน มีประมาณ 80,000 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีสภาผู้นำชุมชน หมู่บ้านละ 40-50 คน ผู้นำชุมชนทั้ง 80 ,000 หมู่บ้านจึงมีประมาณ 4 ล้านคน ถ้าสภาผู้นำชุมชนและสภาประชาชนทั้ง 80,000 หมู่บ้าน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จะเป็นเครือข่ายประชาธิปไตยชุมชนอันไพศาล

ท้องถิ่นเกือบ 8,000 แห่ง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น มีนักการเมืองท้องถิ่นกว่า 100,000 คน เครือข่าย อปท.และสภาท้องถิ่น ถ้าเชื่อมโยงกันทั้งหมดจะเป็นเครือข่ายประชาธิปไตยท้องถิ่นอันไพศาล

ถ้าประชาธิปไตย 3 ระดับทำงานเชื่อมโยงกัน คือ ประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น ประชาธิปไตยระดับชาติ จะเป็นระบอบประชาธิปไตยฐานกว้าง เป็นประชาธิไตยที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศให้ออกจากความทุกข์ยากได้จริง

5. ระบบการศึกษาควรส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่และมีศักยภาพในตัวมาก มีครูบาอาจารย์ มีนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา นักเรียนจำนวนมาก ที่แล้วมาระบบการสึกษาเหมือนผู้ยืนดู ดูบ้านเมืองวิกฤตและหายนะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้จะทำอะไร เพราะมองแต่ข้างบน เห็นแต่การเมืองระดับชาติที่ตนเองไม่รู้จะทำอะไรได้ ถ้าระบบการศึกษามองไปที่ข้างล่าง ที่ชุมชนท้องถิ่น ระบบการศึกษาจะสามารถร่วมทำงานกับชุมชนท้องถิ่นในการจัดการตัวเอง เมื่อชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจัดการตนเองได้ ประเทศก็จะพ้นวิกฤต เพราะมีฐานที่แข็งแรงทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตย

นโยบายหนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด เพื่อให้มีอย่างน้อยหนึ่งมหาวิทยาลัยทำงานกับหนึ่งจังหวัด เป็นการที่ให้มหาวิทยาลัยทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ในพื้นที่มีชุมชนท้องถิ่น ในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นนั้นต้องการวิชาการเป็นอันมาก ถ้ามหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยจะเข้าไปเชื่อมกับพลังประชาธิปไตยอันไพศาลดังกล่าวในข้อ 4 การทำงานกับชุมชนท้องถิ่นจะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจประเด็นทางนโยบาย ที่แล้วมามหาวิทยาลัยเกือบไม่มีบทบาททางนโยบายเลย เพราะไม่ได้เอาความเป็นจริงของสังคมไทยเป็นตัวตั้ง ถ้ามหาวิทยาลัยเป็นพลังทางนโยบายจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนประเทศไปสู่จุดลงตัว ใหม่ ประเด็นนโยบายใหญ่ที่สุดขณะนี้คือการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตน เอง

6. สมาคม อบต. – สมาคมสันนิบาตเทศบาล – สมาคม อบจ.

พร้อมแล้วสำหรับการปฏิรูปประเทศ

ทั้ง 3 สมาคมองค์กรท้องถิ่นร่วมกับคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการ ปฏิรูปของคณะกรรมการสมัชชาปฎิรูป ได้จัดสมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปในทุกภาคและระดับชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการตัวเองของท้องถิ่น และมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนที่เขาจะร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่การกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยแท้จริง ผู้นำท้องถิ่นที่มีประสบการณ์สูงในการบริหารจัดการเรื่องของท้องถิ่น ในวันข้างหน้าจะขึ้นมาเป็นผู้นำระดับชาติ ที่จะแก้ความตีบตันทางการเมือง ในการขาดแคลนผู้นำที่มีความสามารถและความสุจริตสูง

ผู้นำระดับชาติของสหรัฐอเมริกาและของจีนจำนวนมากมาจากผู้นำท้องถิ่นที่ ผ่านการพิสูจน์ด้วยการทำงานมาแล้ว คาร์เตอร์ เรแกน บุช คลินตัน ล้วนเคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อน เจียงเจ๋อหลิน และหูจินเทา ล้วนพิสูจน์ตัวเองมาก่อนด้วยการบริหารท้องถิ่น ของเราเรียนลัดปุ๊บปั๊บมาเป็นรัฐมนตรี โดยไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถและความสุจริตแต่อย่างใด การกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจึงมีสำคัญมากต่อคุณภาพของประชาธิปไตยของ เรา

7. พรรคการเมืองใดจริงใจต่อการกระจายอำนาจบ้าง

ในการเลือกตั้ง 2554 ที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงช่วยกันตั้งคำถามดัง ๆ ว่า “พรรคการเมืองใดจริงใจต่อการกระจายอำนาจบ้าง” ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้วพรรคการเมืองก็ต้องการทำเรื่องดีๆ เพราะนอกจากเกิดผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองแล้ว ตัวเองก็ยังได้คะแนนด้วย แต่เรื่องดีๆ มักคิดไม่ออกหรือทำยาก

แต่บัดนี้ไม่จริงแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 2 คณะได้ระดมคนมาคิดประเด็นนโยบายดี ๆ ที่พรรคการเมืองสามารถเลือกไปใช้ได้

เรื่องกระจายอำนาจก็ง่ายนิดเดียว พรรคการเมืองใดสนใจเรื่องนี้ก็ไปทำงานร่วมกับ 3 สมาคมองค์กรท้องถิ่น คือ สมาคม อบต. สมาคมสันนิบาตเทศบาล และสมาคม อบจ. หรือคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายเหล่านี้เขาทำงานกันมาจนชัดเจนแล้วว่าประเด็นนโยบายของการกระจาย อำนาจมีอะไรบ้าง พรคคการเมืองเพียงแต่ไปต่อเชื่อมกับเขาเท่านั้น

นอกจากได้ทำเรื่องดีๆ แล้ว ยังได้คะแนนเสียงอีกด้วย

--------------------------------