บทที่ 4
ผลการวิจัย
การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมของนิสิตสาขาวิชาเอกการสอนสังคมศึกษา
คณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ที่ได้ลงทะเบียนเรียนรายวิชาวิทยาการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โดยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน และดำเนินการศึกษาวิจัยในระยะเวลา 42 คาบ สามารถนำเสนอผลการวิจัยได้ใน 4 ประเด็นดังนี้
ตอนที่ 1 ด้านความตระหนักต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อม
ตอนที่ 2 ด้านจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม
ตอนที่ 3 ด้านพฤติกรรมการปฏิบัติในการใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ตอนที่ 4 ด้านความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ตอนที่ 1 ด้านความตระหนักต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อม
สำหรับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ด้านความตระหนักต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของนิสิต ได้นำเสนอในลักษณะของการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของระดับความรู้สึกตระหนักของนิสิตต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสถิติ Paired Sample test ผลการวิเคราะห์มีดังนี้
ระยะเวลา (ก่อน / หลัง) N X Sd df S t - value
ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 13 3.75 .30 12 .355 5.21 **
หลังเข้าร่วมกิจกรรม 13 4.62 .40 12
หมายเหตุ ** P < 0.05
ตารางที่ 1 แสดงค่าเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความตระหนักต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของนิสิตก่อนเรียนและหลังเรียน
จากตารางที่ 1 พบว่า หลังการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกันนิสิตมีความตระหนักต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในระดับมากที่สุด สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
นอกจากนี้จากการสังเกตพฤติกรรม การบอกเล่าและการนำเสนอผลงานของนิสิตเช่น การศึกษาชุมชน การระดมความคิด การสรุปบทเรียน และการบันทึกการเรียนรู้ พบว่า นิสิตเกิดการปรับเปลี่ยนความคิด เจตคติและพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ กิจกรรมการวาดหวังและรำลึกอดีต นิสิตได้นำเสนอภาพอดีตความสุขของชุมชนในสภาพสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ มีการเกื้อกูลของผู้คนในชุมชน การถักร้อยสายสัมพันธ์ระหว่างวัดบ้านโรงเรียน หากแต่ในสภาพปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงเพราะการพัฒนา การบริโภคเกินความพอดีและการหลงในกระแสทุนนิยมของคนทุกกลุ่มในสังคมแม้กระทั้งในองค์กรศาสนา ทั้งหมดได้ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมก่อเกิดปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจ รวมถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างวัด บ้านและโรงเรียนที่เปลี่ยนไป มีการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะหรือวัด การปลูกสร้างอาคารบดบังศาสนสถาน หรือการสร้างสถานเริงรมย์ใกล้วัดสถานศึกษา ฯลฯ
ประกอบกับการที่นิสิตได้มีโอกาสศึกษาดูงานแบบอย่างชุมชนและบุคคลที่มีการดำเนินกิจกรรมด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ในชุมชนที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งทำให้นิสิตเกิดความกระตือรือร้น สนใจซักถามข้อมูลความรู้ต่าง ๆ จากแกนนำชุมชน และเมื่อนำมาสรุปวิเคราะห์ในชั้นเรียน ได้แสดงทัศนะว่า รู้สึกศรัทธาในการทำงานรักษาสิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์และชุมชน จึงคิดว่า ตนเองก็สามารถเป็นพลังหนึ่งในการป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมของตนเอง และนอกจากนั้นในฐานะพระสงฆ์ยังสามารถเทศนาสั่งสอนญาติโยมได้ ดังเช่นคำกล่าวว่า
“ อาตมาได้เห็นการทำงานของชาวบ้านแล้วรู้สึกประทับมาก ไม่คิดว่า จะมีชุมชนที่เข้มแข็งเช่นนี้ และรู้สึกทึ่งที่เขาสามารถฟันฝ่าปัญหาต่าง ๆได้จากการทำร่ายป่าไม้เพราะรู้ไม่เท่าทันความโลภ จนต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง และสามารถพลิกฟื้นจนกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้ คิดว่า จะนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการทำงานที่หมู่บ้านของอาตมา เพราะหมู่บ้านของอาตมาก็เริ่มมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่บ้านเป็นชนเผ่า แต่ก่อนเราก็อยู่แบบง่าย ๆ ของเรา ตอนนี้มันเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญเข้ามา ไฟฟ้าถนนดี ความคิดของคนก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเราอยู่กับป่า พอมีกินไม่คิดสะสม แต่ตอนนี้เงินทองกลายเป็นสิ่งสำคัญ ต้องทำงานปลูกผักขายให้ได้เงินเยอะ ๆ ก็แผ้วถางป่า ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครเตือนใคร ทำให้สิ่งแวดล้อมเริ่มแย่ น้ำในห้วยหน้าแล้งลงไปอาบแช่ไม่ได้ เพราะมีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง จึงคิดว่า หากกลับไปหมู่บ้านครั้งต่อไปจะเล่าให้คนในหมู่บ้านฟังและจะชวนมาดูงานด้วยกัน เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมก่อนจะเสียหายมากขึ้น”
“ ได้ฟังหลวงพ่อพระครูเล่าให้ฟังถึงการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแล้วรู้สึกศรัทธา จากเมื่อก่อนคิดไม่ออกว่า พระสงฆ์จะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร โดยเฉพาะพระเณรที่ยังไม่มีบารมีเช่นพวกเรา แต่เห็นแบบอย่างของหลวงพ่อพระครูท่านที่ว่า ท่านทำงานด้านสิ่งแวดล้อมานานถึงยี่สิบปี เริ่มจากตอนอายุเท่า ๆ พวกเรา และทำมาเรื่อย ๆ ด้วยความตั้งใจจริง ซึ่งต้องผ่านปัญหาหลายด้านแต่ก็ไม่ย่อท้อจนประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ อาตมาจึงคิดว่า เราก็น่าจะทำได้เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ก่อน เช่น พัฒนาตนเอง และจะนำไปสอนเด็ก ๆ ในโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์”
ตอนที่ 2 ด้านจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม
จากการเปรียบเทียบการพัฒนาระดับขั้นของจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมของนิสิตก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสถิติ Paired Sample test ผลการวิเคราะห์มีดังนี้
|
ระดับขั้นของจิตสำนึก |
ก่อนเรียน |
หลังเรียน |
|
1. ระดับพอใจรับรู้ |
4 = 30.76 % |
0 = 0 % |
|
2.ระดับเต็มใจตอบสนอง |
5 = 38.46 % |
2 = 15.38 % |
|
3. ระดับเห็นคุณค่า |
3 = 23.07% |
6 = 46.15 % |
|
4. ระดับจัดระบบ |
1 = 7.69 % |
5 = 38.46 % |
|
ค่าจำนวนประชาการ (N) |
13 |
13 |
|
ค่า S |
1.68 |
|
|
ค่า T – value |
2.45 ** |
|
หมายเหตุ ** P < 0.05
ตารางที่ 2 แสดงค่าเปรียบเทียบผลการพัฒนาระดับขั้นของจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมของนิสิตก่อนเรียนและหลังเรียน
จากตารางที่ 2 พบว่า หลังการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกันนิสิตมีการพัฒนาระดับขั้นของจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ นิสิตได้มีการพัฒนาระดับขั้นของจิตสำนึกสูงขึ้น จากเดิมซึ่งนิสิตส่วนใหญ่มีระดับขั้นจิตสำนักในระดับตอบสนอง ภายหลังการเรียนได้พัฒนาเป็นระดับขั้นการจัดระบบคุณค่าและการจัดระบบ ดังมีรายละเอียดคือ
ก่อนการเรียน นิสิตร้อยละ 23.07 มีขั้นจิตสำนึกในระดับเห็นคุณค่า ต่อมาได้พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46.15 และ ร้อยละ 7.69 ซึ่งมีขั้นระดับจิตสำนึกในระดับจัดระบบ ได้พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 38.46 ในขณะที่ในระดับขั้นของการเต็มใจตอบสนองซึ่งก่อนเรียนรู้พบว่ามีร้อยละ 38.46 ได้ลดลงเป็นร้อยละ 15.38 ส่วนระดับขั้นการพอใจรับรู้ซึ่งถือว่าเป็นขั้นต่ำสุดนั้นจากเดิมมีร้อยละ 30.76 ได้ลดลงเป็นร้อยละ 0
อนึ่งสิ่งที่เป็นรูปธรรมของการปรับเปลี่ยนจิตสำนึกที่สะท้อนถึงการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมคือ ผลงานที่ปรากฏนับจากการที่มอบหมายให้นิสิตดำเนินการวิเคราะห์และบันทึกพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของตนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นให้ดำเนินกิจกรรมทำความดีต่อสิ่งแวดล้อมโดยโครงการพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า นิสิตสามารถชี้สะท้อนลักษณะพฤติกรรมของตนเองที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในรายละเอียดปลีกย่อยเช่น การใช้น้ำซักล้าง การใช้ไฟฟ้า การใช้กระดาษ การรับประทานอาหาร หรือการเดินทาง จนนำสู่การปรับพฤติกรรมตนเองด้วยวิธีการที่เหมาะสมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ การทำเช่นนี้ทำให้นิสิตเกิดความภาคภูมิใจในตนเองว่า ได้ปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามซึ่งแม้ผู้อานไม่รับรู้หากแต่สามารถรับรู้ด้วยตนเอง และเมื่อขยายผลการทำความดีต่อสังคมโดยการรวมกลุ่ม ๆ ละ 4 รูปในการทำโครงการเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า นิสิตมีการออกแบบและปฏิบัติตามโครงการด้วยความตั้งใจ ทั้งมีความภาคภูมิใจในการทำงานของตน
สำหรับโครงการทำงานเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมที่นิสิตทั้ง 4 กลุ่ม ดำเนินงานประกอบด้วย โครงการจัดทำแนวป้องกันไฟป่า โดยเชิญชวนพระเณรร่วมปฏิบัติศาสนกิจกับหน่วยป้องกันไฟป่าในบริเวณป่ารอบ ๆ วัด โครงการคัดแยกขยะ ที่เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหาขยะในวัด จึงคิดโครงการชักชวนพระเณรในวัดร่วมคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ซึ่งเป็นการช่วยลดมลพิษจากขยะ และสามารถนำไปจำหน่ายนำปัจจัยมาบำรุงค่าน้ำค่าไฟฟ้าของวัด ทำให้ญาติโดยที่มาทำบุญรู้สึกศรัทธาและเข้าร่วมกิจกรรม โครงการจัดทำเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ปัญหาน้ำของชุมชนในเขตวัดตั้งอยู่และร่วมกับแกนนำชุมชน หน่วยงานสาธารณสุข สร้างเครื่องกรองน้ำแบบง่าย ๆ ติดตั้งในวัดเพื่อให้พระเณรในวัดได้ใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งรณรงค์ให้พระเณรในวัดใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
จึงนับได้ว่า ผลจากการเรียนรู้ของนิสิตนอกจากจะเกิดการพัฒนาในระดับพฤติกรรมส่วนตัวของนิสิตยังสามารถขยายผลสู่องค์กร ทั้งภายในวัด และชุมชน ก่อเกิดการเป็นแบบอย่างและเครือข่าย ทั้งยังสร้างความศรัทธาต่อบทบาทของพระสงฆ์ให้แก่คนในชุมชน อันจะเป็นต่อการเทศนาสั่งสอนต่อไป
นอกจากนี้พบว่า เมื่อมีกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมนิสิตให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม เช่นกรณีกิจกรรมการสืบชะตามป่าไม้และสายน้ำของกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ขุนน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ - เชียงราย – ลำพูน – ลำปาง ซึ่งทางหน่วยงานได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมงานและบริจาคสมทบทุนตามความเหมาะสม ทั้งนี้ทางผู้วิจัยได้ชี้แจงเชิญชวนนิสิตทราบ ปรากฏว่าได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่งจากนิสิต โดยนิสิตได้ร่วมกันนำผ้าเหลืองซึ่งเป็นผ้าสบงจีวรต่าง ๆ มาร่วมบริจาคเป็นจำนวนหนึ่งรถบรรทุก ทังยังนำซองผ้าป่าร่วมบอกบุญญาติโยมสมทบทุนกิจกรรมของกลุ่มเครือข่าย ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า จากการไปศึกษาดูงานของชุมชน ได้เห็นความพยายามและความตั้งใจของชุมชนที่ช่วยกันรักษาป่าไม้ให้กับคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยที่ผู้คนในชุมชนรักษาป่าไม้ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเงินทองแต่กลับร่ำรวยความดี จึงอยากสนับสนุนบอกเล่าความดีของชุมชนให้คนอื่น ๆ ในสังคมได้ทราบและร่วมทำในสิ่งที่ดีงาม
ด้วยการที่นิสิตกลุ่มดังกล่าวศึกษาในคณะครุศาสตร์ ซึ่งกำหนดต้องฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในภาคเรียนต่อมาเป็นระยะเวลา 1 ภาคเรียน ทั้งนี้มีการกำหนดให้นิสิตต้องจัดทำโครงการเพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียน จากการนิเทศติดตามพบว่า มีนิสิตที่ทำโครงการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียนด่านสิ่งแวดล้อมถึง 3 โครงการและได้รับคำชมเชยจากสถานศึกษาว่า เป็นโครงการที่ดีทำให้นักเรียนเกิดความตระหนักในการปรับพฤติกรรมตนเองเรื่องสิ่งแวดล้อม
ตอนที่ 3 ด้านพฤติกรรมการใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
สำหรับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมการใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนิสิต ได้นำเสนอ ในลักษณะของการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของระดับการปฏิบัติของนิสิตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสถิติ Paired Sample test ผลการวิเคราะห์มีดังนี้
ระยะเวลา (ก่อน / หลัง) N X Sd df S t - value
ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 13 3.75 .53 12 .337 5.75 **
หลังเข้าร่วมกิจกรรม 13 4.73 .25 12
หมายเหตุ ** P < 0.05
ตารางที่ 1 แสดงค่าเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยลักษณะพฤติกรรมการปฏิบัติด้านการใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนิสิตก่อนเรียนและหลังเรียน
จากตารางที่ 1 พบว่า หลังการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกันนิสิตมีลักษณะพฤติกรรมการใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับมากที่สุด สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
นอกจากนี้จากผลการบันทึกวิเคราะห์พฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมโดยกิจกรรมกระจกส่องตนด้านสิ่งแวดล้อมและการรายงานผลโครงการพัฒนาตนเองสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้มีการปฏิบัติในระยะเวลา 4 สัปดาห์พบว่า นิสิตสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของตนเองและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้กระดาษ ที่เคยใช้กระดาษเพียงหน้าเดียว ก็นำมาใช้ทั้งสองหน้า และเข้าร่วมอบรมการหนังสือพอเพียง ทำให้ได้ความรู้และสามารถนำกระดาษที่ใช้หน้าเดียวมาจัดทำสมุดบันทึก และสามารถแจกจ่ายให้กับเพื่อนนิสิต ซึ่งเป็นการสร้างการเรียนรู้เรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หรือการใช้ไฟฟ้าซึ่งมักจะลืมปิดไฟฟ้า ด้วยการลืมคิดว่า เป็นสาธารณะไม่ใช้กิจของตน ก็มีการปรับพฤติกรรมโดยการทำหน้าที่คอยปิดไฟฟ้าในจุดที่ไม่จำเป็นของวัด ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าของวัดและเป็นที่ชื่นชมของเจ้าอาวาส จึงส่งผลเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการทำความดีโดยการดูแลปิดเปิดไฟฟ้า แม้ว่า จะผ่านเวลา 4 สัปดาห์ตามกำหนดของการทำความดีเพื่อพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อม ดังเช่น บันทึกสรุปบทเรียนต่อไปนี้
“ เมื่อก่อนอาตมาก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่มักจะใช้สมุดเรียนไม่หมดเล่ม เพราะขึ้นเทอมใหม่ก็มักจะซื้อสมุดเล่มใหม่มาใช้ เมื่อวิเคราะห์ตนเองก็เห็นว่า น่าจะปรับปรุงด้านนี้ จึงนำสมุดเก่าที่ใช้ไม่หมดมาใช้ และนำกระดาษรายงานเก่า ๆ ที่ได้ตรวจคืนจากอาจารย์มาแกะใช้ด้านที่ดี ทำให้ประหยัดค่ากระดาษได้ ไม่ไม่กี่บาทแต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดี ต่อมาเมื่อทางห้องสมุดมีโครงการหนังสือพอเพียง ก็ไปสมัครเข้ารับอบรม วิทยากรเขาสอนให้ทำหนังสือทำมือแบบง่าย ๆโดยใช้กระดาษหน้าเดียวทำเป็นสมุดบันทึกและสมุดฉีก อาตมาได้นำกระดาษที่มีอยู่มาทำสมุดได้หลายเล่ม ก็แบ่งให้เพื่อน ๆ ใช้เพื่อน ๆเห็นก็ชอบใจ ก็จึงบอกเขาว่า ทำไม่ยากพร้อมจะสอนให้ และรู้สึกดีว่า ไม่เพียงแต่เราที่เปลี่ยนแปลงได้ เรายังกระตุ้นให้คนอื่นสนใจอยากทำตาม”
“ อาตมาเลือกทำโครงการทำความดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการปิดไฟฟ้าในจุดที่ไม่จำเป็น เพราะทบทวนแล้วเห็นว่า ที่วัดมักจะเปิดไฟฟ้าพร้อมกันหลายดวงบางจุดก็ไม่จำเป็น และมักลืมปิดไฟฟ้า จึงคิดและลองทำ ปรากฏว่า เจ้าอาวาสท่านชอบใจมาก นำไปชมในการประชุมตอนทำวัตรเย็น ท่านบอกว่า ท่านดีใจที่เราช่วยวัดประหยัดไฟฟ้า และอยากให้ช่วยทำหน้าที่นี้ไปนาน ๆ พร้อมทั้งให้คนอื่นดูเป็นแบบอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ งานพัฒนาตนเองจึงเกิดอย่างต่อเนื่องไม่สามารถจบสิ้น และดูเหมือนเป็นกิจนิสัยที่ต้องเดินปิดไฟในขุดไม่จำเป็นและตอนเช้าทุกวัน”
ตอนที่ 4 ด้านความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกัน
ลำดับที่ |
ลักษณะกิจกรรม |
ระดับความรู้สึก |
ความหมาย |
อัน ดับ |
|
|
X |
SD |
||||
|
1 |
การบอกเล่าย้อนทวน |
4.56 |
0.41 |
มากที่สุด |
7 |
|
2 |
การวาดหวังและรำลึกอดีตด้วยการระดมความคิดสร้างภาพฝันและแผนที่ความคิด |
4.75 |
0.33 |
มากที่สุด |
3 |
|
3 |
ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ด้วยการระดมความคิดผ่านกิจกรรมต้นไม้เจ้าปัญหา |
4.76 |
0.25 |
มากที่สุด |
3 |
|
4 |
บทเรียนจากชุมชนด้วยการศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ: บ้านแม่กำปองและป่าสักงาม |
4.90 |
0.12 |
มากที่สุด |
1 |
|
5 |
การสร้างแรงบันดาลใจด้วยการศึกษาชุมชนและแบบอย่างความดีจากกรณีตัวอย่าง |
4.75 |
0.45 |
มากที่สุด |
4 |
|
6 |
การกำหนดวิสัยทัศน์แผนงานโครงการทำงานเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม |
4.61 |
0.35 |
มากที่สุด |
6 |
|
7 |
การวิเคราะห์ตนเองผ่านกระจกส่องตนด้านสิ่งแวดล้อม |
4.85 |
0.15 |
มากที่สุด |
2 |
|
8 |
การทำดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยโครงการพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อม |
4.85 |
0.15 |
มากที่สุด |
2 |
|
9 |
การทำดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยโครงการทำงานเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม |
4.72 |
0.32 |
มากที่สุด |
5 |
|
10 |
การทำบันทึกบทวิเคราะห์การเรียนรู้ (Learning log) |
4.45 |
0.28 |
มาก |
8 |
|
11 |
การเสนองานสรุปบทเรียน |
4.45 |
0.46 |
มาก |
8 |
|
12 |
การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ |
4.85 |
0.15 |
มากที่สุด |
2 |
|
|
ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อกิจกรรม |
4.71 |
0. 28 |
มากที่สุด |
|
ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยความรู้สึกพึงพอใจของนิสิตต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการสร้างอนาคตร่วมกันซึ่งนำเสนอในรูปแบบร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
จากการศึกษาถึงความรู้สึกพึงพอใจของนิสิตต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ จำนวน 12 กิจกรรม พบว่า นิสิตมีความรู้สึกพึงพอใจต่อกิจกรรมต่าง ๆ ระดับมากที่สุด โดยมีระดับค่าเฉลี่ยที่ 4.71 ซึ่งสามารถจำแนกลำดับของความพึงพอใจจากมากไปหาน้อยตามอันดับดังนี้
กิจกรรมที่ชอบมากที่สุดประกอบด้วย บทเรียนจากชุมชน โดยการศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ กิจกรรมกระจกส่องตนด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมทำดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยโครงการพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมวาดหวังรำลึกอดีต กิจกรรมทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ กิจกรรมสร้างแรงบันดลใจจากแบบอย่างความดีและกรณีศึกษา กิจกรรมทำดีต่อสังคมด้วยโครงการทำงานเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมบอกเล่าย้อนทวน
กิจกรรมที่ชอบมากประกอบด้วย การสรุปบทเรียน การทำบันทึกบทวิเคราะห์การเรียนรู้ (Learning log)
นอกจากนั้นจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ผู้วิจัยพบว่า นิสิตส่วนใหญ่มีความสนใจในการเรียนเป็นอย่างดียิ่ง คือ ให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆที่ได้รับมอบหมาย มีการพูดคุยแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง มีเหตุผล รวมทั้งมีการบอกเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมระหว่างกันด้วยความสนใจ และมีการตั้งคำถามเพื่อการอภิปรายร่วมกันอย่างเหมาะสม รวมทั้งยังแสดงความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมบทเรียนจากชุมชนซึ่งนำพานิสิตศึกษานอกสถานที่ ซึ่งกำหนดให้มีการศึกษาด้วยชุดบทปฏิบัติการ เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ณ หมู่บ้านป่าสักงาม อ.ดอยสะเก็ด และหมู่บ้านแม่กำปอง นิสิตมีความกระตือรือร้นในการเตรียมตัว ให้ความสนใจซักถามเกี่ยวกับสถานที่ และมีความพร้อมเพรียงในการเดินทาง อีกทั้งเมื่อเดินทางไปถึงยังจุดศึกษานิสิตแต่ละรูปได้ให้ความสนใจ ซักถามประสบการณ์ต่าง ๆ จากวิทยากรในชุมชน มีการจดบันทึกความรู้ที่ได้รับและสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อการสรุปบทเรียนได้อย่างถูกต้อง อนึ่งนิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นนิสิตชนเผ่าปะกากะยอ ไทใหญ่และไขเขินจากประเทศพม่า ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยบอกว่า ต้องการได้รับความรู้ไปพัฒนาหมู่บ้านของตนเพราะกำลังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม
เช่นเดียวกับกิจกรรมกระจกส่องตนและกิจกรรมทำดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า นิสิตทุกรูปพึงพอใจที่ได้มีโอกาสทบทวนตนเอง และสามารถทำโครงการพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้เหตุผลว่า ต้องการนำแนวคิดจากกิจกรรมไปปรับใช้เพื่อการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนในอนาคต ทั้งด้วยว่า ในภาคเรียนต่อไปนิสิตทั้งหมดต้องฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานศึกษาต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 1 ภาคเรียน
สิ่งที่สะท้อนสำคัญที่แสดงถึงพฤติกรรมการเรียนรู้เฉพาะบุคคลของนิสิตคือ รายวิเคราะห์ตนเองด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาตนเองด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนว่า เกิดความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง เช่นเดียวกับการทำงานเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งนิสิตบางกลุ่มได้ทำงานร่วมกับองค์กรทางสังคมเพื่อการป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่น การทำแนวป้องกันไฟป่า การคัดแยกขยะในวัด ตลอดจน ผลจากการบันทึกบทวิเคราะห์การเรียนรู้ (Learning log) ที่ผู้วิจัยได้มอบหมายให้นิสิตจะต้องทำการบันทึกบทวิเคราะห์ในทุกครั้งของการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา ซึ่งพบว่า นิสิตทุกรูปได้มีความตั้งใจในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย และสามารถสรุปสาระการเรียนรู้ รวมทั้งมีการวิเคราะห์เนื้อหาและการเชื่อมโยงถึงแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
สำหรับพฤติกรรมการทำงานกลุ่มพบว่า นิสิตทุกรูปในกลุ่มมีการแบ่งหน้าที่ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวางแผนงานร่วมกัน เน้นการประสานความสามารถที่เป็นศักยภาพของแต่ละบุคคลเข้าหากันอย่างเหมาะสม มีการยอมรับฟังความคิดเห็นระหว่างกัน มีการเสียสละแบ่งปันระหว่างกัน ทำให้สามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จตามเวลาที่กำหนดและมีคุณภาพ ดังจะปรากฏชัดจากชิ้นงานที่นำเสนอ