ครูผู้สอนจะต้องเป็นแบบอย่างของนักวิชาการที่มีความรอบรู้ มีความเที่ยงตรง เป็นกลาง และมีวิธีการที่เหมาะสมในการปลูกฝังสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนเกิดความรัก ความสามัคคีในชาติ และ ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ

        พอได้เขียนบทความเรื่อง “เทียบเคียงการสอนประวัติศาสตร์ให้สนุกและได้คุณค่าไปกับศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ  เครืองาม”  ทำให้เกิดความคิดที่อยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูสอนประวัติศาสตร์ในบางมิติที่อาจถูกมองข้ามดูบ้าง
       ผมคิดว่า การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น น่าจะมีจุดมุ่งหมายอย่างน้อย  2 ประการ  คือ 1) เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชาติ  ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ  และ 2) เพื่อเรียนรู้เหตุการณ์ในอดีตทั้งข้อดีและข้อผิดพลาด สำหรับเป็นแนวทางการปฏิบัติตนในปัจจุบันและอนาคต   และกระบวนการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายทั้งสองประการนั้นต้องก่อให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญาด้วย
      ข้อผิดพลาดในการจัดการเรียนการสอนในอดีตที่ผ่านมาที่เน้นการท่อง  จำ  และนำไปสอบ  จากการบอก เล่าของครูตามหนังสือเรียนที่กำหนดให้เรียน น่าจะต้องทบทวนและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียใหม่   ให้เป็นการเรียนรู้เชิงรุก  เพื่อสร้างความรู้  แล้วจัดการความรู้  ใช้ความรู้ และพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
     ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ น่าจะมีกติกาหรือหลักยึดที่สร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ตามจุดมุ่งหมายทั้งสองประการเป็นเบื้องต้น   ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งก็คือครูผู้สอน  ที่จะต้องเป็นแบบอย่างของนักวิชาการที่มีความรอบรู้  มีความเที่ยงตรง  เป็นกลาง และมีวิธีการที่เหมาะสมในการปลูกฝังสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนเกิดความรัก ความสามัคคีในชาติ และ ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ได้อย่างแท้จริง   บนพื้นฐานของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ อ้างอิงได้ จากหลายๆแหล่งที่ไม่ใช่มาจากตำราเล่มเดียว หรือใช้สามัญสำนึก  หรือเป็นผู้ชี้นำให้โน้มเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง  ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียน
        การจัดการเรียนรู้น่าจะเริ่มต้นที่ครูกำหนดประเด็นหรือสาระในการศึกษา  แล้ววางแผนให้ผู้เรียนสืบค้น  ศึกษาข้อมูลจากบันทึก  หนังสือ และหลักฐานต่างๆ  ถ้าครูมีวิสัยทัศน์กว้างไกล  มีความรอบรู้  สามารถกำหนดประเด็น  กิจกรรม และแหล่งเรียนรู้ที่ท้าทาย หลากหลาย ไม่ปิดบัง  ก็จะทำให้การเรียนรู้สนุกและมีความหมายมากขึ้น
        เมื่อทั้งครูและผู้เรียนต่างก็มีข้อมูลความรู้ที่หลากหลาย  แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนกัน  รวมทั้งบูรณาการเชื่อมโยงกับศาสตร์แขนงต่างๆ  ฝึกการตีความเหมือนนักกฎหมาย  เทียบเคียงกับบันทึกหรือหลักฐานต่างๆ ก็จะทำให้ความรู้งอกเงยขึ้นทั้งในระดับตนเอง และในระดับชั้นเรียน
       บทบาทของครูนั้น ควรเป็นผู้ใช้คำถามคอยกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ชี้นำคำตอบ  อาจลองใช้  วิธีคิดแบบหมวก 6 ใบ (Six thinking hats) ของ เอดเวิร์ด เดอ โบโน(Edward de Bono)บ้างก็ได้  เช่น  อาจตั้งคำถามว่า  
      “จากที่เราไปศึกษากันมา มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อะไรบ้าง”(หมวกสีขาว) 
      “นักเรียนรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”(หมวกสีแดง) 
     “ถ้านักเรียนสามารถทะลุมิติไปอยู่ในเหตุการณ์นี้ จะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไร”(หมวกสีเขียว)     
     “ทำไมนักเรียนจึงตัดสินใจเช่นนี้  มีข้อมูลสำคัญอะไรที่ทำให้นักเรียนเชื่อเช่นนั้น”(หมวกสีขาว)     
    “ถ้านักเรียนคิดเช่นนั้น จะเกิดผลดีหรือเกิดประโยชน์อย่างไร”(หมวกสีเหลือง) 
    “การตัดสินใจเช่นนี้ จะเกิดผลกระทบที่ไม่ดีเกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาวหรือไม่”(หมวกสีดำ)    
    “ลองทบทวนใหม่อีกครั้งซิ  ว่านักเรียนจะตัดสินใจอย่างไรในกรณีนี้”(หมวกสีเขียว) 
    “ลองสรุปผลการวิเคราะห์เรื่องนี้ของพวกเราทั้งหมดซิว่า คืออะไร” (หมวกสีน้ำเงิน)
                                                  ฯลฯ
      ติดตามต่อในบันทึกต่อไป...