สิ่งที่หมอจะบอกวันนี้ คือรู้อาการทางกาย รู้ว่าเจ็บ ปวด เหนื่อย แต่รู้เฉยๆ นี่คือกรรมฐานแบบหนึ่ง นี่เป็นการเตรียมตัวที่สำคัญมาก..หมอจะปรับยาให้ใหม่ แต่ต้องช่วยหมอด้วยนะครับ มีสติตลอดเวลาครับ ...คนไข้ดูสงบลง เหนื่อยลดลงมากระหว่างที่สนทนา

ความตอนเดิมเมื่อวานตามอ่านได้ดังนี้ครับ order ที่แปลกตา 

วันนี้ผมไปเยี่ยมคนไข้ สีหน้าคนไข้ดูเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด (Lt. pleural effusion ) ไอเสลตมาก ไอมากก็จะเจ็บชายโครง (จากมะเร็งกระจายไปซี่โครง rib metastasis) ผมคุยกับผู้ป่วยเรื่องเจาะน้ำออกจากปอด คนไข้ไม่อยากทำ ประเมิน dyspnea score =7.0 เดิม 5, ปวดจากไอมาก 5 ไปเจ็ด ดังนั้นแก้เรื่องไอโดยพ่นน้ำเกลือถี่ขึ้นและปรับยาแก้ปวดและให้ oxygen เพราะผู้ป่วยเริ่มมี hypoxia (O2 ในเลือดต่ำ)

ผมให้การบ้านคนไข้ให้นึกเรื่องที่ดีงามเล่าให้หมอฟัง "ไม่ง่ายอย่างที่คิด คนไข้บอกนึกไม่ออกเท่าไหร่ เพราะอาการทางกายมันกวนเยอะ"

พอนึกไม่ออก ผมเลยเปลี่ยนวิธี ให้แม่คนไข้เล่าความดีของแกต่อหน้าหมอ

แม่ผู้ป่วย "แกเคยพยายามเก็บเงินสร้างบ้านให้แม่"

ผม "แสดงว่าพี่มีความกตัญญู ต่อแม่ นี่เป็นสิ่งที่ดีมากครับ" คนไข้ยิ้มได้แต่ยังดูเหนื่อย

ผมรู้ทันทีว่า ผู้ป่วยต้องต่อสู้อย่างหนักกับอาการ ผมเลยนึกถึงคำสอนเกี่ยวกับเรื่อง สติปัฏฐาน 4 ข้อหนึ่งในนั้น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลเป็นภาษาบ้านๆ ว่า "เมื่อร่างกายรับสัมผัสใด ๆ (perception) ก็จะรับรู้ แต่คนส่วนใหญ่ปวด ก็ขยายความต่อ ติดต่อไปทางกุศลหรือ อกุศล คนไข้รายนี้ทุกข์ทรมานกับอาการปวด"

ผมเล่าเรื่อง พระติสสะ ที่ป่วยเป็นโรคระยะสุดท้ายเป็นโรคพุพองทั้งตัวแล้วพระพุทธเจ้ามาดูแลและแนะนำพระติสสะก่อนมรณะภาพว่า

"ติสสะ ร่างกายนี้อีกไม่ช้าก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว ร่างกายนี้ก็ต้องถูกทอดทิ้งเหมือนกับท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์"

พระติสสะเข้านิพพานในวันนั้น
 
สิ่งที่หมอจะบอกวันนี้ คือรู้อาการทางกาย รู้ว่าเจ็บ ปวด เหนื่อย แต่รู้เฉยๆ นี่คือกรรมฐานแบบหนึ่ง นี่เป็นการเตรียมตัวที่สำคัญมาก..หมอจะปรับยาให้ใหม่ แต่ต้องช่วยหมอด้วยนะครับ มีสติตลอดเวลาครับ ...คนไข้ดูสงบลง เหนื่อยลดลงมากระหว่างที่สนทนา

order วันนี้ปรับ ยาพ่นและยาแก้ปวดก่อนนอนให้มากขึ้น และ order "สอนรู้เวทนา"