ประความเป็นมาของบุญแซนโดนตา

วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ในอีกไม่กี่เดือน ที่จะถึงนี้เทศกาลอันเป็นงานบุญของชาวไทยเขมรที่ยิ่งใหญ่ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว นั่นก็คือ เทศกาลงานบุญประเพณีแซนโดนตา หรือประเพณีเซ่นผีปู่ตาในเดือนสิบ หรือถ้าเรี่ยกกันแบบเต็มๆตามชื่อเรียกของชาวไทยเขมรว่า แซนโดนตาแคเบ็น หมายถึง การเซ่นผีปู่ตาเดือนสิบหรืองานบุญสารทเดือนสิบนั่นเอง ซึ่งชาวไทยเขมรทุกที่ทั่วระแหงไม่ว่าในไทยหรือฝั่งกัมพูชาจะต้องประกอบกิจประเพณีพิธีกรรมงานบุญนี้เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วเป็นประจำทุกปี

เครื่องเซ่นโดนตาประกอบด้วยอาหารขาวหวานต่างๆมากมาย
งานแซนโดนตานั้นเป็นกิจกรรมหลัก ในวันสารทเขมรโดยสารทเขมรแบ่งออกเป็นสองช่วงคือ วันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันเบ็นธม(สารทใหญ่) อันเป็นวันที่ชาวบ้านต้องมีการแซนโดนตาโดยก่อนจะถึงวันนี้ ชาวบ้านจะมีการตระเตรียมข้าวของต่างๆมากมายที่จำเป็นต้องใช้ในการเซ่น ไม่ว่าจะเป็น กล้วย ข้าวต้มหมัดที่ห่อจากใบตองที่ชาวเขมรเรี่ยกว่า อันซอมเจ๊ก และที่ห่อจากใบมะพร้าวเรี่ยกว่า อันซอมโดง ไก่ย่าง ปลาย่าง หมูย่าง เนื้อวัวย่าง ผัก ผลไม้ อาหารแห้ง หมากพลู และของที่จำเป็นต่างๆอีกมากมาย


ซึ่งบรรยากาศในท้องตลาดสี่ถึงห้าวันก่อนวันแซนโดนตาไม่ว่าจะเป็นในตัวอำเภอ หรือจังหวัดที่มีชุมชนคนไทยเขมรอาศัยอยู่อย่างเช่น ที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ถ้าท่านผ่านไปในชุมชนหรืออำเภอ ในช่วงดังกล่าวจะมีความจอแจเออัด เต็มไปด้วยกลุ่มคนเชื้อสายเขมรมาจับจ่ายข้าวของเตรียมงานกันอย่างหนาตา โดยเฉพาะตลาดกล้วยที่มาจากแหล่งต่างๆ ต่างขนมาเป็นนับร้อยๆคันรถ มาขายในที่ที่เป็นชุมชนชาวเขมรซึ่งกล้วยนับเป็นผลไม้มงคลที่จำเป็นที่สุดในการนำไปประกอบเครื่องเซ่นในพิธีดังกล่าว

วันแซนโดนตาจะเริ่มขึ้นในเช้าวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งเช้าตรู่ของวันนี้ชาวบ้านจะต้องตื่นมาเตรียมทำอาหาร คาว หวาน และข้าวของที่ได้จากการเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ มาจัดวางสำหรับลงในกระเชอที่เรี่ยกว่า กันจือเบ็น(กระเชอเบ็น) โดยมีการจัดวางอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็น ข้าวต้มทั้งสองอย่างดังที่กล่าวแล้ว ปลา ไก่ เนื้อหมู วัว ย่าง ผลไม้ ผัก ขนมนมเนย อาหารแห้งต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งครอบครัวทุกครอบครัวที่แยกตัวออกมาจากพ่อแม่มามีลูกมีหลานจะต้องเตรียม กันจือเบ็น(กระเชอเบ็น) พอตกถึงเวลาประมาณ 15 - 17 นาฬิกา

ลูกหลานหรือครอบครัวต้องนำ กันจือเบ็น(กระเชอเบ็น)ไปที่บ้านพ่อแม่ของตนหรือที่บ้านบรรพบุรุษเรี่ยกว่า จูนกันจือเบ็น (ส่งกระเชอเบ็น) โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกหลานและบรรพบุรุษมากๆจะมีความสนุกสนานอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากันได้พบปะพูดคุยกัน พอตกเย็นเวลา 17 – 19 นาฬิกา จะมีพิธีแซนโดนตาเริ่มขึ้นโดยนำข้าวของที่ลูกหลานนำมา มาเซ่นซึ่งจะมีคนเฒ่าคนแก่และลูกหลานในสายตระกูลและเพื่อนบ้านมาร่วมพิธีซึ่งแต่ละบ้านที่เป็นหัวหน้าหรือมีสายสัมพันธ์กันกลุ่มคนเฒ่าคนแก่จะเวียนพากันไปแซนโดนตาจนครบบ้านแต่ละเครือญาติจนหมด พิธีแซนโดนตานี้จะกระทำกันบนบ้านและต้องเรียกชื่อญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วให้มารับเครื่องเซ่นให้ครบทุกคนถ้าไม่ครบอาจเกิดการไม่พอใจแก่ผีบรรพบุรุษจะทำให้ครอบครัวไม่สบาย ซึ่งระหว่างนี้ก็จะมีการละเล่นบรรเลงเพลงกันตรึม มโหรี กันอย่างสนุกสนานครื้นเครง


หลังจากนั้นเช้ามืดประมาณตีสี่ของวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 เจ้าบ้านต้องตื่นมาเซ่นอีกครั้งและเตรียมอาหารคาวหวานไปถวายพระทำบุญที่วัด พอสายหน่อย ก็จะนำข้าวของเหล่านี้ลงกระเชอเช่นเดียวกับกระเชอเบ็นเพื่อนำไปวัด โดยที่กระเชอเบ็นนี้จะมีการใส่บายเบ็นหรือบายตะเบิ๊ดตะโบร(ข้าวปั้นเป็นก้อนเล็กๆ) ห่อใบตอง ประดับในกระเชอด้วย และมีการปักประดับด้วยรวงข้าวสารที่ทำขึ้นจากนำก้านมะพร้าวมาทาด้วยข้าวต้มให้เหนียวแล้วทาบให้ข้าวสารติดนำไปประดับในกระเชอ และที่ก้นกระเชอนี้จะมีข้าวต้มและผลไม้ต่างนำมาตัดเป็นท่อนเป็นแว่นเพื่อไว้ไปเซ่นผีปูตาที่วัด พอถึงเวลาประมาณแปดโมงเช้า ชาวบ้านต้องยกกระเชอเหล่านี้ไปที่วัดซึ่งจะเป็นหน้าที่ของผู้ชายเพื่อไปประกอบพิธีที่เรียกว่าการแห่ บายตะเบิ๊ดตะโบร(ข้าวปั้นเป็นก้อนเล็กๆ) ห่อใบตอง ไปที่วัด และให้ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้มีความรู้อ่านภาษาธรรม ได้ อ่านสารท ซึ่งเป็นการกล่าวอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายแล้วในครอบครัว จากนั้นก็จะนำบายตะเบิ๊ดตะโบร(ข้าวปั้นเป็นก้อนเล็กๆ) นำไปโยนหรือวางรอบโบสถ์วิหารเจดีย์อัฐิ ผู้ตายส่วนข้าวต้มและผลไม้ที่ตัดเป็นท่อนๆก็จะนำไปวางที่เดียวกัน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีนี้ขากลับบ้านชาวบ้านจะต้องเหลือข้าวต้มและผลไม้ที่ตัดเป็นท่อนบางส่วน และใบตองที่ห่อ บายตะเบิ๊ดตะโบร กลับไปไว้นำไปเซ่นที่นาด้วย

วงมโหรีมีการเริ่มบรรเลงเพลงรออยู่ที่วัดแล้วหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแห่ บายตะเบิ๊ดตะโบร ถือเป็นการเสร็จสิ้น ประเพณีแซนโดนตา – งานบุญสารทเดือนสิบของชาวไทยเขมร