เรื่องพระเมฆิยเถระ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาจาลิกา ทรงปรารภท่านพระเมฆิยะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ เป็นต้น
ในขณะนั้นพระเมฆิยเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระศาสดา มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากกลับจากบิณฑบาตมา พระเถระเห็นสวนมะม่วงมีความร่มรื่นและสวยงาม มีความคิดว่าเป็นสถานที่เหมาะที่จะปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน พระเถระได้ทูลขอพระอนุญาตจากพระศาสดาที่จะไป ณ ที่นั้น แต่ด้วยว่าขณะนั้นพระศาสดาประทับอยู่ตามลำพัง พระองค์จึงตรัสว่าให้รออยู่ก่อนจนกว่าจะมีภิกษุอื่นเดินทางมาถึง แต่พระเถระรีบร้อนที่จะไปมาก จึงได้ทูลอ้อนวอนขอพระอนุญาตอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดพระศาสดาตรัสบอกให้ไปได้ตามความปรารถนา
จากนั้นพระเมฆิยเถระได้เดินไปที่สวนมะม่วง แล้วไปนั่งเข้าสมาธิอยู่ที่ใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง พระเถระไปนั่งอยู่ที่นั่นทั้งวัน แต่จิตของท่านไม่สงบทำให้ไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติสมาธิ ท่านจึงเดินทางกลับในตอนเย็น แล้วทูลให้ศาสดาได้ทรงทราบว่า ตลอดเวลาทั้งวันท่านถูกครอบงำโดยวิตกทั้ง3คือ กามวิตก(ความตรึกในทางกาม) พยาบาทวิตก(ความตรึกในทางพยาบาท) และวิหิงสาวิตก(ความตรึกในทางเบียดเบียน)
ดังนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะพระเมฆิยเถระว่าจิตดิ้นรนกลับกลอกง่าย บุคคลพึงควบคุมจิตของตนให้ดี จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 33 และพระคาถาที่ 34 ว่า
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ
ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ
อุชํ กโรติ เมธาวี
อุสุกาโรว เตชนํฯ
(แปลว่า)
จิตดิ้นรนกลับกลอกรักษายากห้ามยากผู้มีปัญญาทำให้ตรงได้เหมือนช่างศรดัดลูกศร.
วาริโชว ถเล ขิตฺโต
โอกโมกตอุพฺภโต
ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ
มารเธยฺยํ ปหาตเวฯ
(แปลว่า)
จิตนี้ย่อมดิ้นรน
เมื่อถูกนำออกจากกามคุณ
เพื่อจะให้ละบ่วงของมาร
เหมือนกับปลาดิ้นรน
เมื่อถูกยกขึ้นจากน้ำมาไว้บนตก
ดิ้นรนเพื่อจะกลับคืนสู่น้ำอีก.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลงพระเมฆิยเถระได้บรรลุพระโสดปัตติผลส่วนชนเหล่าอื่นเป็นอันทาก ก็ได้บรรลุพระอริยผล มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.