๒ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตื่นนอนตอนตีสามครึ่ง ก่อนออกไปศาลาปฏิบัติธรรมเพื่อทำวัตรเช้าในเวลาตีสี่ ต่อด้วยการเดินจงกรม นั่งบำเพ็ญจิตภาวนา เนื่องด้วยบุคคลผู้เข้าปฏิบัติธรรมมีเป็นจำนวนมาก ทั้งพระ เณร อุบาสก และอุบาสิกา ศาลาปฏิบัติธรรมที่ดูกว้างกลายเป็นคับแคบไป ผู้ปฏิบัติทั้งหมดเป็นนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย
การปฏิบัติในเช้าตรู่ เป็นไปดีกว่าวันที่ผ่านมา อาการง่วงเหมือนจะหายเกือบทั้งหมด แต่ไม่รู้แน่ชัดนัก (แปลกๆ-อธิบายยาก) ว่าจะหมดสิ้นหรือไม่กับวันต่อไปข้างหน้า พระอาจารย์กัมมัฏฐานให้เดินจรงกรมพร้อมกัน นั่งบำเพ็ญจิตภาวนาพร้อมกัน เพียงแต่ต่างคนต่างทำ/ต่างคนต่างบำเพ็ญของตนไป ภายในอาคารที่ดูคับคั่ง เกลื่อนกล่นอย่างยิ่งนี้
ผมเห็นว่า หากเป็นอย่างนี้ คงวุ่นวายเป็นกังวลกับ "เดี๋ยวคนโน้นเดินผ่าน คนนี้เดินเฉียด" มองไปรอบๆ มีแต่ผู้คน จึงตัดสินใจนั่งบำเพ็ญจิตภาวนาก่อน โดยไม่ได้ทำตามที่พระอาจารย์บอกที่ให้เดินจงกรมก่อน เพราะหวังว่า เมื่อคนทั้งหลายเดินจงกรมเสร็จ และกลับมานั่งบำเพ็ญจิตภาวนา ผมจะมีที่ว่างสำหรับเดินจงกรม กับรอบข้างที่ไม่พลุกพล่าน
การเดินจงกรมในวันนี้ ยังผิดปกติ คือจะบอกว่า ขาอ่อนแรงก็คงไม่ใช่ แต่ดูเหมือนอ่อนแรง เพราะมีอาการโคลง ผมต้องประคับประคองตัวเองค่อนข้างมาก
เวลา ๐๘.๓๐ น. เดินจงกรมในช่วงสาย ไม่แตกต่างจากช่วงเช้าตรู่ อาการแบบเดิมยังไม่หาย เวลา ๑๓.๐๐ น. ช่วงเดินก่อนสิ้นสุดชั่วโมง ความโคลงหายไป แต่ดูเหมือนขาและเท้าทั้งสองจะมีพลังหนืดขับเคลื่อนเอง โดยผมใช้การเดินระยะที่สี่ แต่ต้องหยุดลงเมื่อสิ้นสุดชั่้วโมงเกินไปเล็กน้อย การนั่งในช่วงท้ายหลังจากใช้แขนทับหน้าท้อง ทำให้จับอาการพอง-ยุบได้ ดีกว่าเก่าก่อน ยุบ-พอง เป็นไปแบบมีพลังหนืดเช่นกัน ไม่ปรากฎอาการโงกง่วงใดๆเลย
ชอบครับ คำว่าพลังหนืด ไม่ค่อยได้ยิน
อันที่จริงเป็นเรื่องอธิบายยากน่ะครับ