นี่เองคือความสมานฉันท์ นี่เองคือการอยุ่ร่วมกันอย่างสันติและงดงาม ต่างคน ต่างก็เข้าใจ วัฒนธรรมของกันและกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

“ ขนมครก กล่องเท่าไหร่คะ?”

 แม่ต้อยชะโงกหน้าถามแม่ค้าที่กำลังควักขนมครกในเตาตรงหน้าอย่างขมักเขม้นมือยุ่งเป็นระวิง

 “ ยังไม่สุกคะ. รอได้ไหมคะ” เธอเงยหน้ามองแม่ต้อย ใบหน้าชุมด้วยเหงือพราว อันเกิดจากความร้อนระอุของเตาข้างหน้า

“ งั้น สักครู่จะกลับมานะคะ “ แม่ต้อยบอก เช้าวันนี้แม่ต้อย พร้อมผู้ชายคู่ใจ(อิอิ)และสุนัขสองตัวขับรถไปที่ตลาดเช้าเช่นเคย เพื่อซื้อปลาในกระชุของแม่ค้าในตลาด ไปปล่อยริมแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นกิจวัตรที่แม่ต้อยทำมานานหลายสิบปีอย่างต่อเนื่อง   ทั้งๆที่บางคนแนะนำว่าไม่ได้ผลหรอก เพราะปลาจะไปตายในแม่น้ำต่อ แต่แม่ต้อยก็ไม่ได้หยุดที่จะทำ เพราะว่า อย่างไร ก็อยากที่จะใช้บางช่วงของชีวิต ช่วยเหลือสัตว์ เล็กๆน้อยๆ ที่เราใช้ชีวิตเขามาหล่อเลี้ยงชีวิตเราจนเติบใหญ่มาเช่นทุกวันนี้

 เรียกว่า ดื้อสุดขีด.. ว่างั้นเถอะ เมื่อกลับมาจากปล่อยปลา แม่ต้อยก็มาจอดที่หน้าร้านค้าขนมครกตามสัญญา

“ ยังไม่สุกเลยคะ “ แม่ค้ามีท่าทางกังวลใจ

“ ไม่เป็นไรหรอกคะ” จะนั่งรอคะ แม่ต้อยรีบบอก เพราะอยากกินมากๆๆอิอิ

“ พี่ไปไหนมาคะ”

 

“ อ๋อ ไปปล่อยปลามาคะ ที่วัดใกล้ๆตรงนี้” “ วันนี้เขามีการบวชพระเกือบร้อยองค์นะคะ ที่วัดเชิงเลนนี่เอง”

แม่ค้าชวนแม่ต้อยคุยต่อ หลังจากที่แม่ต้อยนั่งแปะที่หน้าเตา ช่วยเขายกฝาครอบบนเตาตรวจสอบว่ามีเตาไหนที่พอจะแคะออกมาขายได้

แม่ต้อยลืมเล่าไปว่าบริเวณบ้านที่อาศัยในปัจจุบันนี้ เราจะมีทั้งคนไทยพุทธและไทยมุสลิมอาศัยร่วมกันมานาน และแม่ต้อยเข้าใจว่าขนมครกที่แม่ต้อยกำลังจะซื้อในวันนี้ตั้งในบริเวณพี่น้องชาวมุสลิมแน่นอน

 “ น้องเป็นชาวพุทธ หรือคะ” แม่ต้อยเจรจาพาทีต่อ เพราะเห็นเขาแนะนำเรื่องการไปวัด ราวกับผู้ชำนาญ

“ ไม่ใช่คะ แต่รู้จักชาวพุทธทุกคน เพราะเขามาซื้อขนมครก ไปกิน บางคนก็มาซื้อเอาไปถวายพระที่วัด ก็มี”

พูดพลางยิ้มๆมือยังสาละวนในการขยับช้อนในการแคะขนมครกอย่างต่อเนื่อง

 นี่เองคือความสมานฉันท์ นี่เองคือการอยุ่ร่วมกันอย่างสันติและงดงาม ต่างคน ต่างก็เข้าใจ วัฒนธรรมของกันและกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

 แม่ต้อยสังเกตเห็นเธอแคะขนมทีละฝาแล้วรีบประกบอย่างรวดเร็วเป็นคู่ๆ

“ เอ้อ..น้องคะ พี่เคยได้ยินว่าเวลาแคะออกมาแล้ว หากเราทิ้งไว้สักครู่ อย่ารีบประกบจะทำให้ขนมครกนั้นกรอบ ไม่เละนะคะ..”   แม่ต้อยแนะนำเบาๆ

บังเอิญว่าในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ แม่ต้อยได้อ่านแมกกาซีนฉบับหนึ่งเป็นเรื่องราวของนายธนาคารใหญ่( คุณ สกนธ์ ฐาปนะกิจไพบูลย์ ในนิตยสาร พลอยแกมเพชร) ) ที่พลิกผันมาใช้ชีวิตและอาชีพในการขายขนมครกประเภทที่คนซื้อของเข้ารับบัตรคิวเชียว

คุณสกนธ์ เล่าว่า ทีแรกก็เขิน อายคนรอบข้าง ที่เปลี่ยนชีวิตจากนายธนาคาร เดิมคนมาขอกู้เงิน ใครๆมาก็ต้องเกรงใจ แต่วันนี้กลายเป็นเจ้าของขนมครกที่ติดอันดับ รายได้อาจจะมากกว่างานเดิมเสียอีก

แต่กว่าที่จะมาถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การที่จะทำให้ขนม อร่อยนั้นต้องเริ่มเรียนรู้ทุกองค์ ประกอบ แม้กระทั่งการเทแป้งลงในเบ้าขนมในแต่ละ ฝาข้อมือต้องมีความเที่ยง แม่นยำ เขาต้องฝึกการเทโดยการหยอดน้ำเปล่าๆลงบนฝาถึง ๑๐ วันกว่าที่จะมาหยอดแป้งจริงๆได้ เพื่อให้ขนมครกทุกฝามีความสม่ำเสมอ แป้งและน้ำตาลต้องแมทซ์กันอย่างดี

และหากจะให้กรอบนานๆ เวลาแคะออกมาต้องเอามาผึ่งบนตะแกรงก่อน เพื่อให้เนื้อแป้งมัน เซ็ตตัว หลังจากนั้นจึงค่อยประกบ อันเป็นเคล็ดวิชาที่แม่ต้อยแอบมาบอกแม่ค้าคนนี้แหละคะ อิอ( ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร พลอยแกมเพชร ด้วยนะคะ)

 แม่ค้าคนที่แม่ต้อยเล่าถึง เธอ เงยมองหน้าแม่ต้อยอย่างไม่แน่ใจ ว่านี่แม่ต้อยพุดจริง หรือพูดเล่นกันแน่

 “ พอดี ไปอ่านหนังสือมา เขาบอกเทคนิค เลยเอามาบอกต่อคะ” “คงจะจริงนะคะ เพราะขนมของหนูมันนิ่ม ไม่ค่อยกรอบเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร เอาออกมาก็รีบประกบเลย กลัวมันจะเย็นไป “

เธอทดลองทำทันที ก็กล่องที่แม่ต้อยสั่งนั่นแหละคะ   ฮ่าๆๆ

 ขนมครกกล่องนั้น จึงมิใช่แค่ขนม ครก

แต่เป็นการเรียนรู้ ร่วมกัน เป็นน้ำใจที่เรามีให้แก่กัน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ช่วยกันและกันตามที่เราจะช่วยได้

ขนมครกกล่องนั้นราคาเพียง ๑๐ บาท แต่ทำให้การเริ่มต้นวันใหม่วันนี้ของแม่ต้อย ดีจริงๆคะ

ขอให้ทุกคนมีวันที่ดีดี ของตัวเองด้วยนะคะ สวัสดีคะ