ชุมชนในตัวเมืองเดิมของตลาดหนองบัว

                        

ร้านค้าริมสุดด้านซ้ายมือ ในอดีตเป็นร้านขายยาแผนโบราณปานขลิบโอสถ หรือร้านขายยาหมอหลุย หมอหลุยเป็นผู้มีศรัทธาในพระศาสนา ต่อมาจึงออกบวชและนำการพัฒนาวัดป่ามะเขือหรือวัดหนองบัวให้เป็นวัดสำหรับการศึกษาและปฏิบัติธรรมกระทั่งมรณภาพในสมณเพศ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาจารย์และเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านทั้งในหนองบัวและชุมชนโดยรอบ ชาวบ้านจึงมักเรียกวัดป่ามะเขือหรือวัดหนองบัวว่าวัดหลวงพ่อหลุย

ฝั่งตรงข้ามด้านหน้าของร้านหมอหลุย ได้รับการเล่าขานจากคุณเกศศรณ์ศิน วังบัวบานปัญญากร คนหนองบัวที่เกิดและเติบโตในย่านนั้นว่า เป็นที่ตั้งของตลาดสดแห่งแรกของหนองบัว ก่อนที่จะย้ายไปสร้างขึ้นใหม่เมื่อชุมชนหนองบัวขยายตัวมากขึ้นตรงที่เป็นตลาดสดในปัจจุบัน และต่อมาก็ขยายไปสู่อีกแหล่งหนึ่งเป็นแหล่งที่สามที่ตลาดในศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์

                        

                        

                         

เกาะลอย เป็นแแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ โดยการนำของนายอรุณ วิไลรัตน์ อดีตนายอำเภอหนองบัว (๑๙ เมษายน ๒๕๐๒-๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๘) เพื่อเป็นแหล่งน้ำอุปโภคและบริโภคของชุมชนอำเภอหนองบัว (ขอบคุณภาพพื้นหลังจาก Googlemap,ใส่รายละเอียดโดยผู้เขียน)

รถแทรกเตอร์คันที่ขุดแหล่งน้ำในหนองบัวนี้ นายสมหมาย ฉัตรทอง อดีตนายอำเภอหนองบัวอีกท่านหนึ่งได้เล่าให้ผู้เขียนได้ทราบว่า ต่อมาอีกกว่า ๒๐ ปีชาวบ้านโดยการนำของท่านในยุคที่ไปเป็นนายอำเภอหนองบัว ได้ไปค้นหาจนพบและจัดมวยการกุศลจนได้เงินก้อนหนึ่งแล้วจึงร่วมกับท่านพระครูวาปีปทุมรักษ์ หรือพระครูไกร พากันไปซื้อกลับมาโดยเจ้าของที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดก็ยินดีขายมอบให้ด้วยราคาเท่าทุน และเงินอีกส่วนหนึ่งที่เหลือได้ใช้สร้างแท่นเพื่อนำรถแทรกเตอร์มาตั้งไว้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงนายอำเภออรุณ วิไลรัตน์ที่หน้าอำเภอหนองบัวดังในปัจจุบัน

                          

ในระยะแรกนั้น เกาะลอยเป็นทั้งแหล่งน้ำและสวนสาธารณะแหล่งหย่อนใจของชาวบ้านที่มีเกาะขนาดเล็กอยู่ตรงกลางดังภาพ (ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากชาวบ้านเกาะลอยและคนเก่าแก่ว่า สะพานที่เชื่อมเกาะลอยกับฝั่งโดยรอบนั้นมี ๒ ด้านทั้งซ้ายขวาและมีกอไผ่อยู่หลังศาลาที่ตั้งอยู่บนเกาะด้วย) ชาวบ้านจึงเรียกเกาะลอย ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ หลวงปู่ฤาษีนารายณ์แล้ว ก็เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าแห่งแรกของอำเภอหนองบัวดังในภาพด้วย 

                         

ต่อมาในสมัยของนายสมหมาย ฉัตรทอง นายอำเภอหนองบัวระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๒๔-๒๕๒๘ ได้พิจารณาเห็นว่าชุมชนอำเภอหนองบัวขยายตัวมากขึ้นและขาดแคลนน้ำ อีกทั้งพบว่าแอ่งน้ำรอบเกาะลอยมักตื้นเขิน เก็บกักน้ำได้ไม่เพียงพอต่อความจำเป็นของชาวบ้าน จึงทำการปรับปรุงไถเกาะลอยที่อยู่กลางแอ่งน้ำออกและขุดแอ่งน้ำให้ลึกมากขึ้น แต่คนทั่วไปก็ยังคงเรียกแอ่งน้ำและบริเวณดังกล่าวว่าเกาะลอย

                         

บริเวณเกาะลอยและวัดหนองกลับมีเรื่องเล่าสืบทอดกันในสังคมชาวบ้าน เชื่อมโยงต้นไม้ สถานที่ แหล่งชุมชน และอาณาบริเวณต่างๆเข้าเป็นเรื่องราวเดียวกัน รวมทั้งเชื่อมโยงกับศาลหลวงปู่ฤาษีนารายณ์และเจ้าพ่อเจ้าแม่ ซึ่งในวันที่ไปจัดนิทรรศการและนั่งฟังเวทีเสวนาในเย็นของวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔ นั้น ป้าอี๊ด หรือป้าสาลี สายภู่ คนเกาะลอย และผู้ใหญ่หวั่น สกุลมี อดีตผู้นำชุมชนรอบเกาะลอย ได้เล่าสืบทอดเรื่องราวของฺนางเกสร หลวงปู่ฤาษีนารายณ์ และความเป็นมาของชื่อหนองกลับให้ฟังดังนี้.........

                         

".....นานมาแล้ว ในบริเวณที่เป็นเกาะลอยนั้นเป็นสระน้ำที่มีบัวอยู่เต็ม และมีนางเกสรเกิดมาจากดอกบัว[๑] ฤาษีได้นำมาเลี้ยงไว้อยู่ในต้นมะขาม[๒] ตกกลางคืนนางเกสรก็มักจะออกมาร้องเพลงพวงมาลัยและขับกล่อมทำนองเพลงต่างๆ[๓] เป็นที่ยำเกรงของชาวบ้านในแถวนั้น

ต่อมามีนายพรานคนหนึ่ง[๔] ได้เดินทางล่าสัตว์และมาถึงที่บริเวณสระน้ำบริเวณเกาะลอย เมื่ออาบและดื่มน้ำแล้ว ก็เดินจากไป พอไปถึงบริเวณหนองกลับ ก็ได้ยินเสียงนางเกสรร้องเพลงขับกล่อม นายพรานจึงเดินกลับไปยังสระน้ำ แต่เมื่อไปถึงก็เงียบและก็ไม่เห็นใคร พอเดินจากไปถึงบริเวณหนองกลับก็ได้ยินเสียงอีก นายพรานเดินกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่เจอใคร[๕] บริเวณที่เป็นเกาะลอยจึงเป็นสถานที่อันศักดื์สิทธิ์และอาณาบริเวณที่นายพรานเดินไปถึงและเดินกลับไปหลายรอบ จึงเรียกว่าหนองกลับ ซึ่งได้แก่ชุมชนโดยรอบเกาะลอยนั่นเอง....."

ในอดีตนั้น รอบเกาะลอยจะมีชุมชนหมู่บ้านไม่หนาแน่น เดินเลยออกมาก็จะเป็นป่าและทุ่งนา ยามมืดค่ำก็จะเปลี่ยวและวังเวง อีกทั้งมีต้นมะขามขนาดใหญ่น่ากลัวเกรงอยู่ และก็มักจะมีเรื่องเล่าว่าที่ต้นมะขามนั้นนั่นเองเป็นกุฎีของฤาษีตาไฟ เรื่องราวที่อยู่ในเรื่องเล่าของชาวบ้านจึงเชื่อมโยงสิ่งต่างๆที่มีอยู่จริงในบริเวณเกาะลอยและหนองกลับ รวมทั้งมีการละเล่นและการร้องเพลงพวงมาลัยของชาวบ้านอยู่จริงอีกด้วย

ภายใต้เรื่องราว  ตำนาน นิทาน และบทเพลงพื้นบ้านต่างๆนั้น ก็สื่อสะท้อนระบบวิธีคิด หลักการดำเนินชีวิต ตลอดจนเชื่อมโยงกับสภาวการณ์สังคมทั้งของหนองบัวและของสังคมไทยที่ชาวบ้านสามารถอธิบายและบอกเล่าสู่กันไว้ได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าเป็นพลังภูมิปัญญาชาวบ้านในวิถีสังคมมุขปาฐะที่น่าประทับใจมากที่สุดชุมชนหนึ่ง.

..........................................................................................................................................................................

เชิงอรรถ 

[๑] บางสำนวนก็เล่าว่า ชื่อนางทิพย์เกสร เช่น ใน หนังสือเกียรติประวัติ เจ้าพ่อเจ้าแม่ และเจ้าพ่อฤาษีหนองบัว โดย ส.รุ่งศักดิ์ เขียนและจัดพิมพ์เนื่องในวันฉลองศาล (หมายถึงศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่และหลวงปู่ฤาษีหนองบัวหลังใหม่ : ผู้เขียน) วันที่ ๙-๑๓ พฤศิกายน ๒๕๓๔ พิมพ์โดยไทยอุดมการพิมพ์ กรุงเทพฯ
[๒] บางสำนวนก็ว่าเป็นเนินต้นดอกปีบ
[๓] บางสำนวนเล่าว่านางเกสรหรือนางทิพย์เกสรจะออกมาโล้ชิงช้าในเวลากลางคืนและร้องเพลงพวงมาลัย
[๔] บางสำนวนกล่าวว่านายพรานชื่อ 'พรานเรวัต'
[๕] บางสำนวนกล่าวว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของนางทิพย์เกสร บางสำนวนกล่าวว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของฤาษีตาไฟที่ทำให้หนองบัวแห้งแล้ง บางสำนวนกล่าวว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ฤาษีที่อยู่ในเจดีย์เก่าแก่บนเนินดอกปีบ

  หมายเหตุบันทึก 

เรื่องและถ่ายภาพ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนเนื่องในวาระเทศกาลงานประจำปีไหว้เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ หลวงปู่ฤาษีนารายณ์ และงานประเพณีแห่นาคและอุปสมบทหมู่ของหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนึรสวรรค์ มีนาคม ๒๕๕๔