ทำไม!อาจารย์วิรัตน์ ท่านเขียนไว้ว่า “เมื่อผมกินผัดไทยก็มักจะเห็นพลังความรักความเมตตาของแม่และชีวิตการอยู่ร่วมกันของผู้คน  เห็นลมหายใจ จิตวิญญาณ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ผสมผสานเป็นผืนดินถิ่นฐานไทย และเห็นตนเองเป็นผงธุลีดินอยู่ในนั้น”

 

ผัดไทยแม่ : ผืนดิน ชีวิตและจิตวิญญาณของสังคม

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/290078

 

ผู้เขียน เกิดความสงบในจิตใจ… นั่งฟังเสียงของธรรมชาติ ในคืนฝนพรำกลางฤดูร้อน..  สรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุและปัจจัย.. พลังความรักและความเมตตาของแม่ ก็เปรียบได้เช่นนั้น มิใช่จำกัดวงแค่ครอบครัว แต่เผื่อแผ่เจือจาน ออกไปยังหมู่บ้านยังชุมชน  ด้วยการกระทำแทนการป่าวประกาศว่า “ฉันรักชุมชน ฉันกำลังทำสิ่งเหล่านี้เพื่อชุมชนของฉัน” การกระทำของแม่ดังกึกก้องยิ่งกว่าการป่าวประกาศเป็นไหน ..ไหน    

 

ผัดไทยของแม่ ไม่ใช่ผัดไทยเชิงพานิชย์  หากย้อนช่วงเวลากลับไปช่วงนั้น พบว่า.. ผัดไทยของแม่ให้บทเรียนชีวิตกับลูก ๆ  ทุกคน  ผัดไทยของแม่สอนให้ลูก ๆ ตระหนักถึงการทำงานเป็นทีม เพราะลูก ๆ แต่ละคนมีธรรมชาติในตัวต่างกัน ลูกคนไหนถนัดหรือกระตือรือร้น ก็จะทำหน้าที่หลัก ลูกคนไหนไม่สันทัด ก็จะทำกิจกรรมอื่นสอดแทรกแทนควบคู่ไปด้วยกัน

 

สิ่งสำคัญที่หล่อหลอมผู้คนในชุมชนแห่งนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยผัดไทยของแม่ นั่นก็คือ…การให้ความเมตตาและการช่วยเหลือระหว่างกันนั้นเอง ..ผู้เขียนอดยิ้มไม่ได้ว่า… ผัดไทยของแม่ช่างวิเศษซะเหลือเกิน  ที่ทำให้ชุมชนเกื้อกูลกัน แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย  มีน้ำใจหยิบยื่นให้กันด้วยวิถีการดำรงชีวิตง่าย ๆ กลมกลืนกันไปในความเป็นอยู่ของผู้คน  เทียบได้ดังลมหายใจ จิตวิญญาณ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ผสมผสานเป็นผืนดินถิ่นฐานไทย มองเห็นกระทั่งตนเองเป็นผงธุลีดินอยู่ในนั้น ..นั่นเอง

 

จึงไม่แปลกใจเลย… ที่อาจารย์วิรัตน์ เขียนไว้เช่นนั้น  หากจะหยิบบทเรียนชีวิตบทนี้มาเรียนรู้และพัฒนาชุมชนของเรานั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องกลับมาตั้งต้นชีวิตและเรียนรู้วิถีแบบนี้กันใหม่เลย   มันซึมซับอยู่ในหัวจิตหัวใจของเราแล้ว ….เราต่างหากที่ต้องดึง..พลังแห่งจิตวิญญาณของเราออกมาและใช้มันออกไป   เพื่อทำให้บทเรียนชีวิตบทนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ในสังคมของเราตลอดไป…ตราบนานเท่านาน  

 


จบตอนที่2