ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า พลังจักรวาล พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง
วันหนึ่งผู้เขียนได้ไปทำบุญที่บ้านเพื่อนรักคนหนึ่ง และพระอาจารย์ที่วัดเนินสี่ ได้รับนิมนต์ไปฉันเพล ในวันนั้นพระอาจารย์ได้ให้กระดาษที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษาโรคตามพุทธวิธี ซึ่งผู้เขียนไม่เคยรู้รายละเอียดมาก่อน ว่าพระพุทธเจ้า ทรงเป็นแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ และมีวิธีการรักษาโรคถึง 7 วิธ๊ รักษากันทั้งกายและจิตทีเดียว
คืนนี้ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจ หยิบกระดาษ 3 แผ่นนั้น มาทบทวน และเขียนไว้ให้ได้ศึกษากันทางบล็อก เล่าสู่กันฟัง เพื่อเผยแพร่กันต่อไป

7 พุทธวิธีรักษาโรค
1 รักษาบรรเทาด้วยการ นั่งสมาธิ
2. รักษาบรรเทาด้วยการ สวดมนต์
3. รักษาบรรเทาด้วยการ ฟังธรรม
4. รักษาบรรเทาด้วยการ เดินจงกรม
5. รักษาบรรเทาด้วยการ ทำสัจกิริยา
6. รักษาบรรเทาด้วย น้ำพุทธมนต์
7. รักษาบรรเทาด้วย ยาสมุนไพร
ผู้เขียนได้ค้นคว้าเพิ่มเติมมาด้วย เพื่อความเข้าใจ ทั้งเชิงพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์ค่ะ และท่านผู้รู้สามารถเพิ่มเติมให้สมบูนณ์ได้เลยค่ะ
เรามาเริ่มการรักษาโรคด้วยสมาธิกันก่อนนะคะ
การนั่งสมาธิ คือการทำใจให้สงบ ด้วยการตั้งสติ จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจเข้าออก โดยเป็นผู้ดู ที่ไม่เข้าไปก้าวก่าย บงการใดๆทั้งสิ้น การหายใจเข้าออกยาวๆ ช้าๆหลายๆครั้ง จะช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า เบาสบาย มีกำลังใจ เบิกบาน
ในทางจิต ช่างน่าอัศจรรย์ เมื่อจิตรวมตัวเป็นสมาธิ จะมองเห็นลมหายใจเป็นสีขาว วิ่งเข้า วิ่งออก และถ้าเรามีโรคภัยไข้เจ็บตรงไหน จิตจะวิ่งไปตรงนั้น ลมก็จะตามจิตไปตรงนั้นด้วย และเริ่มสัมผัส.... ขึ้น...ลง...ขึ้น...ลง
เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่งออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า พลังจักรวาล พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน เช่น อย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศรีษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
(อันนี้คือวิธีการทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตัวเอง
ที่มา:หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๕๑ พระราชสังวรญาน (พุธ ฐานิโย))
เป็นอย่างนี้นี่เอง การทำสมาธิ จึงรักษาโรคให้หายได้ แต่ทั้งนี้ ผู้เขียนว่า เราจะไปทำสมาธิเอาตอนกำลังมีทุกขเวทนา หรือวิตกกังวลสูงขณะเจ็บป่วยนั้น ดูจะเป็นเรื่องยากพอสมควร ดังนั้น ควรได้ฝึกทำสมาธิ ตั้งสติเอาไว้ก่อน จึงจะดี เริ่มจาก กำหนดดูลมหายใจตัวเองขณะนี้ ว่ากำลังเข้าหรือกำลังออก รู้ครั้งที่หนึ่ง....รู้ครั้งที่สอง....รู้ครั้งที่สาม.......รู้ครั้งที่สี่......รู้ครั้งที่ห้า.......
ทำได้ไหมเอ่ย!
เก่งจังเลยค่ะ ที่รู้ลมหายใจทั้งเข้า และออกของตัวเอง ถึงห้าครั้ง
วันต่อๆไป หรือเวลาต่อๆไป ค่อยเพิ่มยอดนะคะ หรือใครทำครบห้าครั้ง แล้วลองหยุดนับ ทำใจเฉยๆ ดูซิว่าจะได้นานเท่าไหร่ ที่ใจจะไปคิดหาเรื่องอื่น และรู้ตัวตอนไหน เร็วหรือช้า
หลายคนบอกง่ายมาก ดีแล้วค่ะ ที่ช่วยกันสนับสนุนว่า สมาธิ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ฝึกทำใจให้มีสติตอนสบายๆอย่างนี้ได้ อีกหน่อยใจจะเข้มแข็งขึ้น สามารถมีสติในยามวิกฤตได้อีกด้วย
สมาธิ มีความวิเศษในตัวเอง เป็นของกลาง เป็นยาสามัญประจำใจ ที่หยิบไปใช้ได้ทุกเมื่อ พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสสอนเอาไว้ มาสองพันกว่าปีแล้ว แต่เรามารู้เอาวันนี้ ก็ยังไม่สายเกินไปใช่ไหมคะ
ขอราตรีสวัสดิ์ด้วยประโยคนี้
อโรคยา ปรมาลาภา...ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูอิงจันทร์
เป็นแบบอย่างที่ดีของแม่พิมพ์ของชาติเลยค่ะ
ทั้งปฏิบัติ ทั้งสอน แบบนี้เด็กๆคงได้รับความสุขกันถ้วนหน้า
ที่จริงวิปัสนาก็เป็นการใช้สติตามรู้ในความเป็นจริง ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
เช่น ทุกข์ สุข หนาว ร้อน ปสดเมื่อยเป็นต้น
รู้จนเห็นว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
เป็นการฝึกเบื้องต้น เมื่อเกิดปัญญามากๆ
ก็จะพิจารณาได้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกๆ
ก็เรียนรู้ร่วมกันไปนะคะ
ผู้เขียนก็เป็นเด็กฝึกหัดเรื่องเหล่านี้เช่นกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณตันติราพันธ์
สวัสดีค่ะคุณ
ไม่ได้ทักทายกันนานเลย
สบายดีนะคะ
ก่อนนอนทำใจสบายๆ ก็หลับฝันดีแล้วค่ะ
ถ้าได้ทำสมาธิ หยุดคิดเรื่องอื่นชั่วขณะ
ก็ยิ่งทำให้จิตปลอดโปร่ง โล่งสบายมากขึ้นอีก
และยังเกิดพลังเยียวยากายธาตุด้วยนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
สวัสดีค่ะน้องครู
เวลานี้ ที่นี่ก็อากาศหนาว ลมแรงนิดๆ
ใช่ค่ะ มีละอองฝนด้วย
รักษาความอบอุ่นด้วยนะคะน้องครูแป๋ม
พี่รุ่งเป็นห่วง
สมาธิเป็นเรื่องใกล้ตัว
ทำเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นค่ะ
ทำบ่อยๆนะคะ