การสอนพลเมืองศึกษา(Civic Education) ในโรงเรียนประถมศึกษาไทย
ผู้เขียนได้ชมรายการโทรทัศน์ครูตอน Global Citizenship Post 9/11-How Do They Do It in USA - หน้าที่พลเมืองโลก หลังวินาศกรรม 9/11 เนื้อหารายการนำเหตุการณ์จากกรณีวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด หรือ 9/11 ในประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นกรณีศึกษา เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผลอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยนการจัดหลักสูตรและวิธีสอนวิชาหน้าที่พลเมืองศึกษา ของโรงเรียนเฮอร์ริกส์ กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
รายการตอนนี้ทำให้ผู้เขียนเห็นความสำคัญของ การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดีในโรงเรียนประถมศึกษาของไทย แนวคิดการสอนพลเมืองศึกษาในสังคมไทยนั้นมิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หากย้อนไปดูหลักสูตรการสอนในสมัยก่อน รายวิชาต่างๆ เช่น จริยศึกษา หน้าที่พลเมือง หรือแม้กระทั่งรายวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนพลเมืองศึกษา แต่มีลักษณะของการแยกการเรียนการสอนออกเป็นรายวิชา สำหรับในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนพลเมืองศึกษาให้กับเยาวชนชาวไทยนั้น เป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในด้านต่างๆ ที่เยาวชนไทยพึงมีในฐานะพลเมืองไทยและพลเมืองโลก
ผู้เขียนจึงเสนอทรรศนะต่อการจัดการเรียนการสอนพลเมืองศึกษาในบริบทโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ดังนี้
1) การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดี ควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตังแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ผู้เรียนระดับประถมศึกษาอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ที่มีความซับซ้อนและค่อนข้างเป็นนามธรรมห่างไกลจากชีวิตของผู้เรียน แต่ถ้ารอให้จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายซึ่งเป็นวัยรุ่นแล้วนั้นอาจจะช้าเกินไปก็เป็นได้ การสอนผู้เรียนระดับประถมศึกษาให้เกิดจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ ความยากจนของชาวนาชาวไร่ในบริบทของไทยนั้น ผู้เขียนคิดว่าครูระดับประถมศึกษาสามารถทำได้โดยการบูรณาการหัวเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วดึงประเด็นที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกับผู้เรียน ท่านผู้อ่านที่เป็นครูระดับประถมศึกษาอาจจะเคยประหลาดใจกับเด็กตัวน้อยๆ ที่มีความคิดเฉียบคมต่อประเด็นปัญหาสังคมร่วมสมัย โดยขอให้มั่นใจว่าผู้เรียนวัยนี้ก็สามารถเข้าใจเรื่องราวที่ยากเกินตัวได้
2) สถานการณ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก พลเมืองในประเทศต่างๆ มีความสัมพันธ์กัน ร่วมมือกัน พึ่งพาอาศัยกันและในขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน ความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์และความเป็นไปต่างๆ ของโลก ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องมีโลกทัศน์ที่กว้างขวาง มิใช่รู้และเข้าใจเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศของตนเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจกระแสการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปในฐานะที่เป็นพลเมืองโลกด้วย
จากประโยชน์ของรายการทั้ง 2 ข้อข้างต้นนั้นผู้เขียนเกิดแนวคิดในการนำการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดีไปใช้กับการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาที่อยู่ในบริบทท้องถิ่นต่างจังหวัด ดังนี้
1) การจัดหลักสูตรควรมีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น สถานศึกษาที่ผู้เขียนประจำการอยู่นั้นเป็นโรงเรียนวัดประจำตำบล แนวคิดในการจัดทำหลักสูตรจึงเน้นการบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีพุทธเข้าด้วยกัน กล่าวคือ หลักสูตรจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดสำนึกความรับผิดชอบด้านสังคมและจริยธรรม การมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น และความรู้เรื่องการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมในชุมชนของตนเอง โดยมีการอภิปรายหรือโต้วาที การจัดนิทรรศการ การจัดทำโครงงาน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น การอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิง การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่บ้านของฉัน การร้อยมะลิเพื่อสร้างรายได้ การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ การพัฒนาวัดในวันพระ เป็นต้น กิจกรรมต่างๆ ตามหลักสูตรได้รับความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างดี ปัจจัยสำคัญนอกจากสถานศึกษา คือ ครอบครัว สภาพแวดล้อมในชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น องค์กรชุมชนต่างๆ ผู้เรียนจึงเกิดความรู้สึกรักหวงแหนบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง และตระหนักว่าตนเองมีความสำคัญในฐานะพลเมืองของชุมชนและชาติในภายภาคหน้า
2) เมื่อมีส่วนร่วมกับชุมชนแล้ว ผู้เขียนได้ขยายขอบเขตให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของประเทศและโลกยุคปัจจุบัน หลักการสำคัญในการจัดการเรียนการสอน คือ ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในปัญหาที่คล้ายกันและแนวทางในการแก้ปัญหานั้นๆ สื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเป็นภาพยนตร์ คลิปวีดิโอ หนังสือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ ผู้เขียนได้นำภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เฮติ น้ำท่วมใหญ่ที่ออสเตรเลีย สภาวะความยากจนแร้นแค้นของประชาชนชาวแอฟริกา มาให้ผู้เรียนดูประกอบกับคำบรรยายจากผู้เขียน จากนั้นผู้เขียนลองให้ผู้เรียนแต่ละคนเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น ผู้เขียนใช้คำถามที่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด เช่น “ถ้านักเรียนเป็นญาติพี่น้องกับคนเหล่านี้ นักเรียนจะทำอย่างไร” “ในฐานะที่นักเรียนเป็นเพื่อนชาวต่างชาติ นักเรียนจะช่วยเหลือเพื่อนในภาพอย่างไร” คำตอบที่ได้จากผู้เรียนระดับประถมศึกษา เช่น “หนูจะส่งเงินไปช่วย” “ผมจะส่งข้าวไปให้พวกเขากิน” “ผมจะช่วยเขาเก็บข้าวของ” คำตอบเหล่านี้สำหรับผู้เขียนนั้น ถือว่าการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดีสำหรับผู้เรียนวัยนี้ซึ่งอยู่ในบริบทแบบไทยนั้นประสบความสำเร็จอย่างมากที่เดียว เพราะอย่างน้อยผู้เรียนก็ทราบว่าตนเองยังมีเพื่อนร่วมโลกที่เผชิญกับปัญหาและความทุกข์ยากคล้ายๆ กัน
รายการตอนนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมาก การเรียนการสอนพลเมืองศึกษาจะทำให้เยาวชนไทยเปิดหู เปิดตา เปิดใจ เข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์และเกิดความตระหนักว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก ท้ายที่สุดแล้วนั้น มนุษย์เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันตลอดไป
