การประชุม retreat ของสภามหาวิทยาลัยมหิดล เรื่องนโยบายการจัดการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ ๔ มี.ค. ๕๔  และมีกลุ่ม นศ. มาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชามูเก้ (MUGE ย่อมาจาก Mahidol University General Education หมายถึงวิชาการศึกษาทั่วไป)  เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบันทึกนี้ 

          ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมไม่เคยเรียนวิชาการศึกษาทั่วไป   แต่ตอนเรียนผมตั้งใจเรียน ทุกวิชา ในท่ามกลางเสียงบ่นของเพื่อนๆ ว่าวิชานั้นวิชานี้ไม่น่าสนใจ และไม่เกี่ยวกับการเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับไปเป็นหมอ  แต่แปลกที่ผมสนใจหมด   ผมไม่เคยตั้งข้อสงสัยว่าวิชาใดๆ ไม่สำคัญ ไม่น่าเรียน แปลกแท้ๆ   กลับมาคิดตอนแก่ว่านั่นคือโชคดีของผม  ที่ช่วยให้พื้นฐานความรู้แน่นโดยไม่รู้ตัว   โดยเฉพาะความรู้กว้างๆ   ที่ไม่ใช่ความรู้ใช้งานอาชีพ   แต่เป็นความรู้ใช้งานชีวิตทั่วๆ ไป

          ตอนเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพื่อนๆ บ่นเรื่องการเรียนวิชาภาษาไทย   แต่ผมกลับเรียนสนุก   ผมให้น้ำหนักพอๆ กันกับวิชาอื่นๆ   และรู้ว่าหากต้องการทำคะแนนสูง วิชาภาษาไทยจะเป็นตัวตัดสิน   เพราะวิชาอื่นๆ คนที่เรียนเก่งมักทำข้อสอบได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มกันทุกคน

          ตอนเรียนที่จุฬาฯ ไม่ต้องเรียนภาษาไทยแล้ว   แต่มีวิชาภาษาอังกฤษ ที่อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์เป็นผู้สอน  ท่านที่ผมประทับใจมากคืออาจารย์นพคุณ ทองใหญ่   ที่ท่านมีกิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อยและตั้งใจสอนมาก   แต่นิสิตในเซ็กชั่น ๑ คณะวิทยาศาสตร์ ปี ๒๕๐๓ ที่มีประมาณ ๒๐๐ คน   เข้าเรียนเพียง ๒๐ – ๓๐ คน   โดยบางครั้งเขาเกรงใจอาจารย์ จึงผลัดเวรกันเข้าเรียน   โดยผมเป็นตัวยืน เข้าเรียนสม่ำเสมอ  เพราะผมเห็นว่าได้ประโยชน์   ผมไม่ได้ทำตามแฟชั่นโดดเรียนวิชาที่พูดกันว่า “ไม่สำคัญ”  แต่ผมเห็นต่าง (แต่ไม่ได้โต้แย้งใคร) ว่าเป็นความรู้ที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ลึกและเชื่อมโยง

          คิดตอนนี้ ผมตีความว่า “วิชาไม่สำคัญ” ที่มีอยู่ในหลักสูตรตอนนั้น น่าจะอนุโลมเข้าเป็นวิชาการศึกษาทั่วไป ได้  และเป็นความรู้ที่ติดตามตัวผมไปให้คุณในทุกก้าวของชีวิตมาจนบัดนี้

          “วิชาการศึกษาทั่วไป” ที่ผมตักตวงใส่ตัวด้วยตนเอง คืออ่านหนังสือ  ผมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก  กองหนังสือของพ่อแม่ที่บ้านโดนผมคุ้ยอ่านหมด  และตอนเรียนปี ๒ ที่จุฬาฯ ผมเดินไปตึกอักษรอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง   เพื่อไปยืมหนังสือจำพวกนวนิยายและสารคดีมาอ่าน  เช่นผู้ชนะสิบทิศ หนังสือที่แต่งโดย มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  หลวงวิจิตรวาทการ  ดอกไม้สด  อ. อุดากร  อบ ไชยวสุ  และนักประพันธ์เด่นๆ อื่นๆ   ผมตั้งใจว่าจะอ่านสัปดาห์ละ ๑ เล่ม ปีละ ๕๒ เล่ม   แต่ทำได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะวิชาเรียนอื่นๆ ก็หนักเอาการ  

          เท่ากับว่าผมเรียน “วิชาการศึกษาทั่วไป” ได้น้อย ระหว่างเรียนในรูปแบบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปริญญา 

          ผมคิดว่า การเรียน “วิชาการศึกษาทั่วไป” อย่างแท้จริงของผม เริ่มหลังจากจบการเรียนในรูปแบบ   คือผมตระหนักว่า ช่วงเรียนในรูปแบบ ผมตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อให้ได้คะแนนดี   ความรู้หลายอย่างขาดตกบกพร่องไป   เพราะที่เรียนมาไม่ครบ  ผมจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนด้วยตัวเอง   โดยการอ่านหนังสือ และสังเกต จากการเข้าประชุมต่างๆ   ว่าคนเก่งๆ เขาคิดเขามีความรู้อะไร ทำไมท่านเหล่านั้นจึงมีความรู้มากและเชื่อมโยงอย่างนั้น   เอามาฝึกฝนตนเอง   แต่ก็ยังมีการเรียนรู้อีกหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้ฝึก ได้แก่ด้านศิลปะ

          จนแก่ขนาดนี้ ผมก็ยังเรียนวิชาที่ช่วยให้มีความรู้กว้างและเชื่อมโยง  เข้าใจตนเอง เข้าใจมนุษย์ เข้าใจโลก และสรรพสิ่ง   เข้าใจตนเองเข้าไปถึงภายใน และเข้าใจสรรพสิ่งออกไปถึงจักรวาล

          บันทึกนี้มีความเสี่ยงต่อการเขียนแบบยกหางตนเองมาก  เพราะเขียนจากการตีความหลายชั้น ย่อมมีอคติเป็นธรรมดา

 

วิจารณ์ พานิช
๖ มี.ค. ๕๔