งานวิจัย การทำงานร่วมกัน stakeholder

ถึง กล้องและหอมลูกรัก

 

                สัปดาห์นี้พ่อไม่อยู่บ้านหนึ่งอาทิตย์ เพราะพ่อต้องไปนำเสนอผลงานวิจัย

 

“The Second International Conference on Applied Science (2nd ICAS) and The Third International Conference on Science and Technology for Sustainable Development of the Greater Mekong Sub-region (3rd STGMS)” ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ Souphanouvong University เมืองหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ พ่อได้เงินวิจัยจากการเป็นหัวหน้าโครงการ หนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยของอาจารย์รุ่นน้อง ซึ่งเขาได้รับทุนวิจัยจำนวนหลายเรื่อง

 

ในหนึ่งหมื่นบาท พ่อนำมาให้พี่นักศึกษาทำวิจัยวิชาปัญหาพิเศษได้ สองกลุ่ม

 

ผลจากการที่พ่อให้อาจารย์รุ่นน้องใช้ชื่อเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ทำให้เกิดความสงสัยในตัวพ่อทั้งวงการ

 

พ่อมีส่วนได้ ส่วนเสีย (stakeholder) เกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ซึ่งคน จำนวนหนึ่งเชื่อว่าพ่อมีส่วนได้ ส่วนอีกส่วนหนึ่งซึ่งน้อยนิดเชื่อว่า พ่อมีส่วนเสีย จากการกระทำดังกล่าวนี้

 

 

แม่แอ๋มตั้งข้อสังเกตว่า มีแต่คนเขาโทรมาถามเจ้าว่า ที่อาจารย์รุ่นน้องได้ สิบกว่าโครงการฯ เซย์ซะว่า โครงการละ สามแสน นั่นก็คือ ต้องมีเงินไม่ต่ำกว่า สามล้านบาท เงินจำนวนนี้มันไปไหน และเจ้าต้องได้กับรุ่นน้องของเจ้าหรือเปล่า ?

 

นั่นคือ คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าพ่อ ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ถึงยอมให้น้องใช้ชื่อ

 

 

ถ้าเจ้าให้น้องเขาใช้ชื่อ คนอื่นเขาจะสงสัยไหมว่าเจ้ามีส่วนได้ส่วนเสีย? และพวกเขาเหล่านั้นจะสงสัยต่อไปไหมว่า สินทรัพย์ทั้งหมดที่แม่แอ๋มหามาได้จะถูกเหมารวมว่าได้เงินมาจากการให้เขาใช้ชื่อหากิน

 

(พ่อแอบค้อนแม่แอ๋มอยู่ในใจว่า คนที่เสียภาษีเกือบแสนต่อปีอย่างแม่แอ๋ม หัก ณ. ที่จ่ายอีกต่างหาก มันไม่แปลกดอกมั่งที่จะมีสินทรัพย์ตามสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็น แต่ว่าเรื่องที่พ่อทำมันก็ contaminated ครอบครัวเราไปแล้ว)

 

ไม่ว่าคนอื่นๆ จะเข้าใจหรือคิดอย่างใด ? ชีวิตของพ่อก็โดนตั้งข้อสังเกต และ contaminated ด้วยความคิดคนไปเรียบร้อยแล้ว

 

แม้กระทั่งคนใกล้ตัวอย่างแม่แอ๋ม

 

พ่อค่อนข้างจะน้อยใจแม่แอ๋มมาก ว่าแม้กระทั่งคนใกล้ตัวแท้ แท้ ยังสงสัยในตัวพ่อ

 

แต่แม่แอ๋มว่าไม่ได้สงสัย เพียงแต่ชี้ให้พ่อเห็นว่า คนอื่น ๆ เขามองพ่อแบบนี้กันทั้งนั้น ในเมื่อสิ่งที่เห็นมันเป็นอย่างนี้จะให้คนอื่น ๆ เขามองยังไงหล่ะ ? เจ้ามองคนไทยในแง่ดีเกินไป ทั้ง ๆ ที่เจ้าเป็นราชาแห่งการมองโลกในแง่ร้าย   ทำไมราชาแห่งการมองโลกในแง่ร้ายอย่างเจ้าไม่เฉลียวใจกับเรื่องง่าย ๆ แบบนี้

 

 แม้แต่คนคนใกล้ตัวอย่างข้อย(แม่แอ๋ม)   ก็ยังมองเลย ทำไมคนที่ไม่รัก ไม่เข้าใจเจ้าเขาจะไม่มองเจ้าแบบนี้

 

 

ผมถึงกับอึ้ง

 

เฮ๊ย!! “ผมชอบ คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติจังเลยในสถานการณ์แบบนี้”

 

แม่แอ๋มให้ข้อเสนอแนะแก่พ่อว่า ถ้าเจ้าเลือกทางเดินแบบนี้ เจ้าก็อย่าไปคิดมาก เพราะคนอื่นๆ เขาคิดไปแล้วเจ้าไม่มีสิทธิ์ห้ามเขาหรอก

 

หรือไม่เจ้าก็ต้องแยกมาทำวิจัย ด้วยตัวของเจ้าเองไม่ต้องไปให้เขาใช้ชื่ออีก ต่อให้เจ้ามาทำวิจัยเอง เจ้ายังเชื่ออยู่เหรอว่า งานวิจัยในประเทศนี้ มีงานวิจัยจริงที่ได้มาตรฐานอยู่กี่งาน ข้อยเห็นแต่งานวิจัยเพื่อทราบ งานวิจัยสันหลังยาวกันเสียเป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

 

บางทีการทำงานวิจัยแบบ    บูรณาการ”    คงไม่เหมาะกับสถานการณ์อย่างนี้

 

พอผมผวนคำว่า บูรณาการ ดูแล้ว

 

 แม่ม!!   มิน่าหล่ะ ประเทศไทยจึงได้แต่แชมป์กอล์ฟ สนุกเกอร์ มวยไทย มวยสากล

 

แต่ไม่เคยได้แชมป์บอลโลก หรือ บอลจักรวาลเสียที

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ พ่ออยากจะบอก กล้องกับหอมว่า เมื่อกล้องและหอมโตขึ้น หากเจอสถานการณ์อย่างพ่อ ขอให้เชื่อว่า หากเราไม่ได้เป็นอย่างคนอื่นคิด คนอื่นมอง ก็ใช่ว่า เราจะเป็นคนไม่ดี นะ เพียงแต่เรื่องบางเรื่อง มันมองได้หลายแง่มุม ถ้ามั่นใจ และศรัทธาต่อคุณความดี เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม  ทุกสิ่งที่มา contaminated ชีวิตสิ่งสิ่งนั้นก็คงไม่มีรังสีร้าย รังสีอำมหิตมาเปลี่ยนชีวิตให้เป็นมะเร็งร้ายได้

 

ณ.ห้วงยามนี้ พ่อโหยหาเพลงลำดับสุดท้ายของ มาโนช พุฒตาล ในอัลบั้ม ในทรรศนของข้าพเจ้า  เสียเหลือเกิน