วันศุกร์ ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้เป็นวันศุกร์ ที่ตื่นเช้ามาในหัวก็คิดขึ้นมาว่าต้องทำอะไรบ้าง เดี๋ยวนี้มันคอยดึงขึ้นมาคิดเอง
ต้องไปช่วยพี่ ๆ จัดของถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ ร.ร.นารากูล จ.ขอนแก่น และก็วิเคราะห์การละลายตัวของยา ทำหนังสือให้น้อง ๆ จากสาวะถี
พอนึกสิ่งที่ต้องทำขึ้นมาได้ ใจก็อยากจะเกเร ไม่อยากทำมันสักกะอย่าง แต่ก็ได้แ ต่ ”อยากจะเกเร” เพราะสุดท้ายก็ทำ ในงานสาธิตถ่ายทอดองค์ความรู้คนเยอะห้องแคบ แต่รู้สึกว่า
“ใจของผู้จัดไม่แคบเลยค่ะครู”
สถานที่ยิ่งแคบ ยิ่งสะท้อนใจของผู้จัดว่า “กว้างขวาง”
สำนักงานสาธารณสุขขอนแก่นเป็นผู้จัด เอื้อเฟื้อให้ทางศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๖ (ขอนแก่น) ได้เข้าไปแจมด้วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่งกหรอกค่ะครู แต่ก็รู้สึกว่า
“ประหยัดงบช่วยหลวง ก็ในเมื่อเราต้องทำงานกับคนกลุ่มเดียวกัน ก็ควรใช้งบประมาณประเทศชาติให้คุ้มค่า”
มีผู้ใหญ่จากในกรมเข้ามาช่วยบรรยายด้วย ตอนแรกเป็นหวั่น ๆว่า
“จะต้องดูแลท่านไหม เพราะเป็นคนเชิญท่านมา”
แต่พอถึงเวลาจริง ๆ มีพี่ประกบเรียบร้อย เป็นความรู้สึกงงกับตนเอง แต่ก็เข้าใจ
ที่งงเพราะอะไร ติ๋วถามตนเอง
คำตอบคือ เพราะติ๋วมีความคิดไปแล้วว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่พอมาเจออีกแบบก็เลย “งงค่ะ” พอมีความคิดปรุงแต่ก็ดูจะเป็นมุมมองด้านลบ ทั้งที่ก็ไม่ทราบความจริงที่ปรากฏ เกิดเป็นวิบากแห่งความขุ่นมัว พอมีเรื่องซ้อนมาให้รู้สึก “ไม่เข้าใจเพื่อนร่วมงาน”
กลับจากโรงแรม จึงตัดสินใจวางงานให้น้อง ๆช่วยทำ แล้วมานั่งนิ่ง ๆ ดูความขุ่น แล้วคำพูดที่ครูเคยเอ่ยก็ดังขึ้นมาว่า
“เมตตาตนเอง จงโอบกอดความโกรธด้วยความรัก”
จากที่ขุ่น ๆ แม้จะบาง แต่ก็รับรู้ว่า “มันแน่น ไม่เบาสบาย” พอประโยคนี้ดังขึ้น เหมือนมองเห็น “ความโกรธ” แล้วมันก็หายวับไปเลยค่ะครู
เกิดความรู้สึก อ้อกับตนเองว่า “ขาดสติ” จนปล่อยให้ความขุ่นเข้ามาแล้วไม่ทำความรู้ แต่พอมีสติเห็น ความโกรธก็ลาจากไป
กลับมาทำงานต่อ งานที่ตั้งใจไว้เสร็จสองอย่าง อย่างสุดท้ายทำไปได้นิดหน่อย ไม่เสร็จสมบูรณ์นัก
ได้เรียนรู้กับตนเองว่า
“สติ ถ้าทำไม่ทุกขณะ กิเลสก็พร้อมจะ เข้ามาแทรกซึมได้ง่าย”
เมื่อไม่เพ่งโทษว่ากิเลสมาได้ยังไง หันมาทำความเข้าใจ ณ ปรากฏการณ์ตรงหน้า มีสติเห็น กิเลสก็หายวับ
สติช่วยให้
“ไม่ทำชั่วเพิ่ม เหมือนที่ครูเคยเปรียบว่า กรรมก็เหมือนหนี้สิน ก็ก้มหน้าใช้หนี้ไปแต่ไม่สร้างเพิ่ม”
เพราะ ณ ขณะที่มีสติ มันจะไม่ทำชั่ว แต่ขาดสตินี่ยังน่าห่วงค่ะครู
มีจังหวะหนึ่งตอนไปจัดประชุมไปเจอว่า
“ถูกหยิบของที่เราซื้อไปโดยที่เราไม่ทราบ คิดว่าคงเป็นความเข้าใจที่ผิด แต่ก็มีแว๊บของการอยากจะเอาคืนของทีม” จิตตอนนั้นรู้สึกเลยว่า
“ไม่ได้ ๆ เดี๋ยวทำกรรมเพิ่ม ผิดศีลข้อ ๒ของ ๆ เรา เขาจะหยิบไปก็เรื่องของเขา แต่เราไม่ควรหยิบของ ๆ เขาโดยไม่ได้แจ้ง”
มันดีดขึ้นมาเอง ณ ขณะนั้นก็ทำด้วยใจที่สบาย ๆ แบบขอร้องว่า “อย่าทำเลย” แล้วทุกคนก็ตกลงตามนั้น
ศีลทำให้ใจสบายขึ้นอย่างนี้ใช่ไหมค่ะครู มันเย็น ไม่มีการแย่งชิง ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีการโต้ตอบด้วยโทสะ รับรู้กับตนเองว่า
“ศีลก็เป็นเรื่อง ๆ เป็นขณะ ๆ เช่นกัน”
งานยิ่งหนักยิ่งรู้สึกระลึกถึงพระคุณครูที่บ่มเพาะทุกสิ่งทุกอย่างมาให้ในใจนี้ รับรู้กับตนเองว่า
“เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่พอมี เพราะครูเป็นผู้หว่าน ณ วันนี้เขาค่อย ๆเติบโต
อยู่ที่สติแล้วครานี้ว่า จะรดด้วยน้ำทิพย์ของสติ หรือ น้ำร้อนของกิเลส ก็อยู่ที่ศิษย์เองที่จะเพียรฝึกตนต่อไป”
รักและเคารพครูค่ะ............เจ้าติ๋ว