การบริจาค ภัยธรรมชาติ

ถึง ข้าวกล้อง และ ข้าวหอม   ลูกรัก

 

                วันนี้พวกเราได้ไปใช้บริการ โรงอาหารมหาวิทยาลัย

               

                “กล้องถามว่าทำไม อยากกินเคร๊ป แล้วไม่ได้กิน”

 

                “เงินเราไม่พอลูก เพราะพ่อเอาเงินไปบริจาคช่วยชาวญี่ปุ่น  เป็นเงินตั้ง 50 บาทแน่ะ เหลือตั้ง 60 บาท พ่อกับลูกสองคน ตกคนละตั้ง 20 บาท พวกเราไปโรงอาหารก็แล้วกัน จะได้กินกันอย่างอิ่มหมีพีมัน” บางวันแม้จะอัตคัด แต่เราก็ไม่ขัดสนมิใช่หรือ ?

           

                 เพราะสัปดาห์นี้ แม่แอ๋มให้งบประมาณมาบริหารแบบ block grant จำนวน 1,000 บาท

 

                จากงบประมาณดั่งกล่าว มันถูกแบ่งออกเป็น food and fuel

 

                 พักหลังมาเนี่ย fuel มักจะล้ำหน้างบ food ไปพอสมควร

 

                ลำบากบางวัน ดีกว่าอนาคตจะลำบากทุกวันนะพ่อว่า

 

                อย่างน้อยก็มีไม่กี่วันที่เราจะรู้สึกไม่ลำบากเท่าชาวญี่ปุ่น

 

                จริง ๆ แล้วพ่อประทับใจในครอบครัวที่พ่อบริจาคให้เขาในวันนี้มาก่อน ลูกเขาอยู่ ร.ร.เดียวกันกับหอม

 

                ทุกวันที่พ่อมาทำงาน แวะส่ง กล้องและหอมแล้ว พ่อมักจะเจอ พ่อชาวญี่ปุ่นคนนี้ บ๊าย บาย ลูกเขาตั้งแต่หน้าบ้าน ข้ามลำห้วยคะคาง ไปจนลับตาลูกแล้ว เขาค่อยลดมือที่บ๊าย บาย ลงมาจับพวงมาลัย แล้วขัถรถต่อไป

 

            พ่อว่า เขาทำทุกวัน และทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น เพราะพ่อเคยเห็น เราบ๊าย บาย กับแป๊บเดียว แล้วก็เลิก

 

                จากการสอบถามของคนที่เขาเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นถึงได้รู้ว่า

 

                ประเพณีชาวญี่ปุ่น จะล่ำลากันจนลับสายตาเสมอ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าจะได้เจอกันอีกไหม ? ภายหลังจากการที่ล่ำลา

 

 

                 เพราะภัยธรรมชาติของญี่ปุ่นมีมาก แผ่นดินไหว และ ภูเขาไฟระเบิด อันนี้นับได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันเลยก็ว่าได้

 

 

                  เพียงแต่วันนี้ มันมากกว่าทุก ๆ ครั้ง ตามสายตาคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างพ่อ ทำนายได้เลยว่า

 

                  ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

 

ดังนั้น อะไร อะไร ที่พอจะช่วยกันได้ พ่อว่า เราก็ช่วยกันไปก่อน ตามความสามารถที่เรามี

 

วันนี้ พ่อ แม่ กล้อง และ หอม ได้ตักบาตร ตอนเช้า ทำบุญตอนสาย

 

วันนี้จึงเป็นวันที่ดีของพวกเราอีกวันหนึ่ง

 

ท่ามกลางวันร้าย ร้าย ร้อน ร้อน และก็หนาว หนาว