วันก่อนเราได้ทำการสรุปผลการดำเนินงานตามแบบของการประเมินผลงานสมัยใหม่

ซึ่งมีการทำข้อตกลงกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานและผู้บังคับบัญชา

 ในการรายงานผลก็มีการกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงคุณภาพการทำงาน

เมื่อเราจะต้องหาตัวเลข ก็ต้องเข้าไปนำข้อมูลการปฏิบัติงานจริงมาคิด

ซึ่งหากเป็นแบบสมัยเดิมๆ ก็จะนำผลงานด้านปริมาณเสนอให้หัวหน้าพิจารณา

แต่สมัยนี้เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพ การคิดตัวเลขก็จำเป็นจะต้องคิดจาก

มาตรฐานของงานที่เรากำหนดไว้ หรือที่นี่เรียกกันว่าข้อกำหนดการให้บริการ

ซึ่งการกำหนดก็ต้องมีมาตรฐานและมีความท้าทาย

ต้องให้ผู้รับบริการยอมรับ อยากได้ และชื่นชมเมื่อได้รับ

(ตรงนี้ก็ได้หลักมาจากท่านอาจารย์ชูชาติ วิรเศรณี)

เราเองก็ต้องนำข้อมูลทั้งหมดและข้อมูลที่ไม่ผ่านมาคิดเป็นเปอร์เซนต์

ว่าผลงานของเราเป็นไปตามมาตรฐานเท่าไร และที่ยังเป็นโอกาสพัฒนาเท่าไหร่

เมื่อได้ทำแบบนี้ ก็ได้เห็นถึงประโยชน์ของระบบนี้เหมือนกันนะครับ เพราะอะไรหรือครับ

ก็คืออย่างเรากำหนดมาตรฐานการให้บริการไว้อย่างไร ในช่วงเวลาที่เราต้องทำผลงานเพื่อทำตัวชี้วัดให้ได้ตามเป้าหมายนั้น เราก็จะต้องพยายามปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด

 เมื่อทำอย่างนี้ เมื่อตั้งใจอย่างนี้ ผลงานที่ไปถึงผู้รับมันก็มีคุณภาพมากขึ้น

ตัวเราเองก็รู้สึกว่าภูมิใจขึ้น และมีความรู้สึกร่วมไปกับการปฏิบัติงานมากขึ้น

และหากเราทำ CQI ต่อ โดยการนำเอาโอกาสพัฒนามาทำ ก็จะทำให้เราได้ทราบ ได้คิดคำนึงถึงปัญหา เข้าใจถึงสาเหตุ และก็นำมาซึ่งการวางแผนแก้ไขอย่างถูกจุด

นี่เป็นอะไรที่ผมเองไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะมีประโยชน์มากมายอย่างนี้

การที่เป็นอย่างนี้ก็ได้มาจากการทำงานคุณภาพในแบบง่ายๆ ก่อน

แบบไม่ต้องคำนึงถึงความเป๊ะมากนัก

เมื่อการทำง่ายๆ ทำได้ งานทุกอย่างมีพัฒนาการ ขั้นตอนที่ลึกซึ้งก็จะค่อยๆ ซับซ้อนต่อไปได้เอง

หลายท่านอาจจะรู้สึกว่า ที่ผมเล่ามานั้นยังขาดอีกหลายอย่าง แต่ผมเน้นว่าสามารถทำได้ง่ายและให้คุณภาพที่มากขึ้นนะครับ