...........เรื่องนี้เป็นความลับ...ไม่กล้าเล่าให้แม่ฟัง..กลัวแม่ตกใจ...แต่มันเป็นเรื่องจริง....ก้าวแรกการเป็นครูของครูปอ.......

     ตี 4 ตรงที่..รถทัวร์  กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี..วิ่งผ่านเส้นทางสายขุขันธ์  ขุนหาญ  และจอดส่งผู้โดยสารที่ีปากทางเข้า...ภูฝ้าย...

     คนที่ลงจากรถคนนั้นไม่ใช่ใคร..ครูปอเองจ้า...วันแรกของการที่จะมาสู่โรงเรียนแห่งแรก ของชีวิต...ท้องฟ้ามืดสนิทเชียวแหละ..ครูใหม่ป้ายแดงยืนเคว้งคว้าง..กลางความมืด.. รถทัวร์วิ่งไปแล้ว...ทำไงดีละ...

     ข้อมูลต่าง ๆ ตอนมารายงานตัวครั้งแรก  ถาโถมเข้าสู่ความคิดของเรา....คำบอกเล่าของหลาย ๆ คนตอนที่ครูปอมารายงานตัวและได้สำรวจเส้นทางแล้ว  ข้อมูลต่าง ๆ โหมกระหน่ำ

   ...ณ ที่แห่งนี้..."พื้นที่สีชมพู...มีกองกำลังทหาร...มีค่ายเขมรอพยบ ...เส้นทางที่ครูปอยืนอยู่ ณ ตอนนั้น(ตี 4 วันที่ 6 มกราคม 2531)  เป็นเส้นทางลำเลียงอาหาร  ลำเลียงอาวุธ  ลำเลียงทหาร  รถถังก็วิ่ง  เข้าเรียกกันว่า  ถนนสายยุทธศาสตร์...."...โอ้...

   มืดจริง ๆ ครูปอรู้ทันทีที่ลงจากรถ..รอด..กับไม่รอด...ครูปอเลือกที่จะรอด...ระยะทางที่ต้องเดิน 2.8 กิโลเมตร .. เป็นทางลูกรัง..เป็นหลุมเป็นบ่อข้างทางไม่มีบ้านคนเลย..ป่า ป่า และป่า...เมื่อเราเลือกที่จะรอด.ต้องไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย..คือโรงเรียน...ครูปอกระชับเป้ที่ีใส่สัมภาระมั่น..และเลือกที่จะโยนมันทิ้งได้สะดวกหากมีภัยมาถึงตัว  มือควานหาไฟฉายกระบอกอลูมิเนียมใหม่เอี่ยมที่พ่อซื้อให้มาใช้...พร้อมล้วงเอามีดพกปลายแหลมคู่ชีพเป็นมีดอรัญญิกด้ามสวย..ลายสวย...คมกริบเล่มโปรดมาเหน็บที่เข็มขัดกางเกงยีนไว้..เพื่อสะดวกในยามคับขัน...

  มืดมาก ๆ จึงเปิดสวิทช์ ไฟฉาย...เจ้ากรรมจริง ๆ หมาเห่ากันขรมเลย...ไม่มีบ้านคนนี่นาแล้วหมาเห่าจากที่ไหนกัน  ครูปอรีบปิดไฟฉาย..เดินมืด ๆ ก็ได้.ดีกว่าเป็นเป้าให้โดนเป่าโดยไม่รู้ว่ากระสุนจากปืนกระบอกไหน....และ..เพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่า..

  สติ...ตั้งให้มั่น..ในใจคิดว่าต้องถึงจุดหมายคือโรงเรียนให้ได้แต่ภาพหลุมหลบภัยที่เห็นตรงหมู่บ้านก็ทำเอาใจแกว่งเหมือนกัน...แต่ต้องปลอดภัย..ถ้าเราเป็นอะไรไป  “แม่กับพ่อคงแย่แน่ ๆ” แม่เคยบอกว่า"ถ้าลูกของแม่ต้องเป็นอะไรไปสักคน  แม่คงอยู่ไม่ได้"..ดังนั้น เราต้องปลอดภัย

  สติเริ่มจะแตกอีกครั้งเมื่อเห็นดวงไฟจากรถยนต์ที่แล่นอยู่ข้างหน้า...ระยะอีกไม่ไกล..แต่ก็ต้องหาทางหลบ..สมองสั่งครูปอว่า..ดึกขนาดนี้จะให้ใครเห็นเราเดินอยู่คนเดียวกลางป่าอย่างนี้ไม่ได้..อันตรายจะมาถึง...แน่ ๆ

    ดังนั้นจึงกระโดดลงข้างทาง..หมอบนิ่งในดงหญ้าข้างทางไม่กล้าแม้จะหายใจแรง  กลัวคนบนรถจะได้ยินเสียงหายใจ (ว่าเข้าไปนั่น..แต่จริงนะคะ)  มือหนึ่งกำกระบอกไฟฉายไว้ อีกมือดึงมีดที่เอวกระชับแน่น...ครู(ครูมวย)  สอนไว้ว่า..ทำก่อนได้เปรียบ...การต่อสู้ระยะประชิด..ถ้ามาเป็นหมู่..อย่างน้อยสามคนต้องเสร็จครูปอแน่..ผู้ชายก็ผู้ชายเถอะ..ครูปอตั้งสติแน่วแน่เป็นไงเป็นกัน...รถวิ่งมาอย่างช้า ๆ แสงไฟดวงใหญ่จากหลังคารถ สาดส่องสองข้างทางทั้งซ้ายและขวา..เหมือนจะหาอะไรสักอย่าง....ครูปอหมอบนิ่ง...ก็เคยดูหนังบู้ล้างผลาญตอนหมอบเพื่อยิงต่อสู้กัน..ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องมานอนหมอบอย่างกะในหนังเลย และก็ตอนจะมาเป็นครูใหม่ซะด้วย.

    รถวิ่งผ่านไปแล้ว..ครูปอรอให้แสงไฟลับตาไปก่อน..ก็ไม่ไว้ใจนี่นา...แล้วจึงตะเกียกตะกายขึ้นจากข้างทาง...และก็..มารู้ทีหลังว่าตรงที่เราไปนอนหมอบอยู่นั่น..เป็นดง..”งูเห่า”..เวลาชาวบ้านจะกินงูเห่า..เขาก็จะมาหากันแถว ๆ นี้แหละ..ถ้ารู้ก่อน..ครูปอคงไม่กล้าลงไปหมอบอย่างนั่นหรอก...เฮ้อ..รอดมาไ้ด้

    เมื่อขึ้นมาจากข้างทาง...ก็เดินอย่างระมัดระวัง..ตกหลุมบ้างเป็นบางครั้ง..โซซัดโซเซบ้างเป็นบางโอกาส...จนถึงบ้านพักครู....

    เจ้ากรรมจริง ๆ ไม่มีใครอยู่บ้านพักเลย..ทั้ง ๆ ที่นัดกันไว้แล้ว...ครูปอสำรวจโดยใช้ไฟฉาย ฉายสำรวจพลางเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน....มีลูกกรงปิดใส่กุญแจไว้กันหมา  แต่ตอนนี้กันครูปอ... พบว่าทุกห้องใส่กุญแจ.. “จะทำอย่างไรดีล่ะ”  ครูปอคิด...ไม่ให้เสียเวลา...ปีนเลยหล่ะ..ครูปอปีนเข้าตรงระเบียงบ้าน...จะตกระเบียงขาหักไหมเนี่ย..ระเบียงบ้านพักนะ..ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีกิ่งพอที่จะเกาะยึดได้..แต่ก็ปีนเข้าไปจนได้....แล้วถือวิสาสะ..นอนตรงระเบียงบ้านพักนั่นแหละ..พักเดียวก็หลับไป....ด้วยความอ่อนเพลีย...

...........เรื่องนี้เป็นความลับ...ไม่กล้าเล่าให้แม่ฟัง..กลัวแม่ตกใจ...แต่มันเป็นเรื่องจริง....ก้าวแรกการเป็นครูของครูปอ.......