ผมเป็นคนมีหมวกมาก (หมายความว่ามีตำแหน่งมาก) และคนไทยมักคิดว่าต้องสวมตลอดเวลา คือต้องแสดงฐานะของหมวกอยู่ตลอดเวลา
แต่ผมคิดต่าง ผมคิดว่าปกติของคนเราก็คือตัวเรา ไม่ใช่หมวก หมวกเป็นของสมมติ และชั่วคราว และผมจะ “สวม” เมื่อถึงคราวทำหน้าที่นั้นเท่านั้น ในชีวิตส่วนตัว ผมถอดหมวกเหล่านั้นตลอดเวลา เพราะคิดว่าสวมไปก็เกะกะรุงรัง และหนักเปล่าๆ ไม่มีหมวกชีวิตเบาสบาย เป็นตัวของตัวเอง ผมชอบให้คนรู้จักผมในฐานะหมอวิจารณ์ ไม่ใช่ในฐานะหมวกที่สวม
เช้าวันที่ ๓ มี.ค. ๕๔ ผมไปประชุมที่ สกอ. ชั้น ๕ ห้องศาสตราจารย์ ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ซึ่งตอนบ่ายวันพฤหัสสัปดาห์แรกของเดือนจะเป็นการประชุม กกอ. และผมนั่งที่หัวโต๊ะเป็นประธาน คนที่ สกอ. เมื่อเห็นผมก็รีบเชิญไปนั่งที่หัวโต๊ะ ผมรีบปฏิเสธด้วยเสียงดัง เพื่อให้คนได้ยินทั่วกันว่า เช้านี้ผมมาแบบไม่มีหมวก ดังนั้นผมขอนั่งตามสบาย ซึ่งผมหวังว่า จะช่วยลดความมีพิธีรีตอง หรือศักดินาของราชการลงไป ผมเป็นเด็กบ้านนอก ลูกชาวบ้าน ติดสันดานไม่ชอบศักดินามาแต่เด็ก
ชีวิตของคนแก่ ย่อมผ่านงานมามาก ชีวิตของผมผ่านงาน ผ่านตำแหน่งต่างๆ เข้าๆ ออกๆ บ่อย จนชินต่อการสวมหมวกและถอดหมวก มาตั้งแต่อายุยังน้อย ผมจึงโอ้อวดบ่อยๆ ว่าผมมีความชำนาญในการถอดหมวก
ตอนได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ. สกว. สมัยที่ ๒ ผมรีบเสนอ บอร์ด ให้มีข้อบังคับไว้ว่า ให้ ผอ. สกว. ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระ เพราะผมมีความเชื่อว่าปุถุชนสวมหมวกใบเดิมอยู่นานเกินไปไม่ดี ทั้งไม่ดีต่อองค์กร และต่อตนเอง ในกรณีของตนเองส่วนไม่ดีคือหากทำงานได้ผลดี (ผมก็ได้รับการประเมินว่าทำงานได้ผลดีมาก) ก็เสี่ยงต่อการหลงตัว ในกรณีของหน่วยงาน ผมมีความเชื่อว่า แม้ผมจะทำงานได้ผลดี แต่ก็มีจุดอ่อนสะสมอยู่ด้วย หากสวมหมวกนั้นนานเกินไป จุดอ่อนที่สะสมอาจเป็นผลร้ายต่อองค์กร
ชีวิตที่ไม่ยึดติด เป็นชีวิตที่เบาสบาย
วิจารณ์ พานิช
๓ มี.ค. ๕๔
อาจารย์เป็นต้นแบบแห่งความเบาสบายของชีวิตอีกท่านหนึ่งในสังคมไทย
ที่ควรนำเอาไปเป็นแบบอย่างของชีวิต
...
ด้วยความรักและเคารพ
เป็นแบบอย่างของชีวิตที่พยายามทำเสมอค่ะ