บทที่ 3 ทำดีมากจ๊ะ

 

บ่ายวันรุ่งขึ้น ลิ้นจี่ไปหาคุณนายเตาะแตะที่โพรง ตั้งใจจะไปแสดงความชื่นชมสวนสวยของคุณนายที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของกุ๊งกิ๊ง

ตอนที่ลิ้นจี่ไปถึง คุณนายเตาะแตะกำลังทำความสะอาดขนของตัวเองอยู่ พอเห็นลิ้นจี่เท่านั้น คุณนายก็รีบเร่งมาหา

“ขอบใจลิ้นจี่มากจ๊ะ ที่ออกแบบสวนสวยๆให้ อ้าว แล้วทำไมไม่มาพร้อมกุ๊งกิ๊งกับว่องไวล่ะ”

 

คุณนายทักทายและไต่ถาม เลยได้ความว่าวันนี้คุณนายจะทำอาหารเลี้ยงเราทั้งสาม คุณนายขอให้กุ๊งกิ๊งกับว่องไวช่วยไปตามลิ้นจี่ แต่พวกเราคงสวนทางกัน

“ไม่เป็นไรจ๊ะ เดี๋ยวถ้าไม่เจอลิ้นจี่ที่โพรง พวกเขาก็คงกลับมาที่นี่เอง”

ลิ้นจี่บอก

แล้วก็เป็นอย่างที่ลิ้นจี่พูดจริงๆ

สักพัก เพื่อนของลิ้นจี่ทั้งสองตัวก็มาสมทบ เมื่อมากันครบแล้ว เราจึงช่วยกันลำเลียงอาหารออกมาตั้งที่ท่อนไม้ใหญ่หน้าโพรงไม้

เราทานอาหารกันไป คุยกันไป จนแม้จะทานอาหารเสร็จแล้ว เราก็ยังคุยกันต่อ คุณนายมีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้เราหัวร่อกันงอหาย กุ๊งกิ๊งดูเหมือนจะถูกใจกว่าเพื่อน เพราะหัวเราะขำอยู่ตลอดเวลา

ลิ้นจี่จึงได้รู้ว่าน้องชายของคุณนายลิ้นจี่ชอบดอกทานตะวัน คุณนายจึงขอให้กุ๊งกิ๊งช่วยปลูกต้นทานตะวันแทนฮอลลี่ฮ็อคตามแบบที่ลิ้นจี่วาดไว้เดิม

“ธรรมชาติของทานตะวันก็ย่อมหันเข้าหาแสงตะวัน เราบังคับให้เค้าหันดอกไปทางอื่นไม่ได้ ก็เหมือนกับเรื่องราวอะไรๆ ที่เราบังคับให้เป็นไปตามใจเราไม่ได้ ต้องยอมรับมันตามที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน”

พอได้ยินอย่างนี้ ลิ้นจี่รู้เลยว่าคุณนายหายเศร้า หายทุกข์ใจเพราะการย้ายไปของน้องชายแล้ว

แล้วคุณนายขอบใจเราทั้งสามใหญ่โตสำหรับสิ่งต่างๆที่ทำให้คุณนาย ลิ้นจี่เลยรู้ว่า ว่องไว นอกจากจะวิ่งวุ่นของพรรณไม้จัดสวนของตัวเองแล้ว ยังแวะเวียนมาเยี่ยม มาคุยกับคุณนายเตาะแตะ เพื่อให้คุณนายสบายใจขึ้นด้วย ลิ้นจี่จึงคิดได้ ลิ้นจี่มักคิดว่าตนเองสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นมากมาย จริงๆแล้ว ยังมีผู้ที่ทำสิ่งดีๆเพื่อผู้อื่นมากกว่าที่ลิ้นจี่ทำมากนัก เพราะฉะนั้น ลิ้นจี่จึงไม่ควรคุยโตเกินไป

แล้วลิ้นจี่ก็มีความสุข อบอุ่น ราวกับอยู่ในครอบครัวกับญาติผู้ใหญ่ จนอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ที่เอาใจใส่ผู้อยู่รอบข้างน้อยเกินไป รวมถึงการคิดไม่ดีกับกุ๊งกิ๊งด้วย จึงเงียบไปสักพัก

“มีอะไรเหรอลิ้นจี่”

ว่องไวว่องไวเสมอไม่ว่าจะเรื่องไหน จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ก่อนใคร

“คือ”

ลิ้นจี่อึกอัก

“ลิ้นจี่อยากขอโทษกุ๊งกิ๊งน่ะ เมื่อวานนี้ลิ้นจี่โกรธกุ๊งกิ๊งมาก ที่เปลี่ยนแปลงแบบที่ลิ้นจี่วาด แถมพี่น้องอ้วนผอมยังชมแต่กุ๊งกิ๊ง ไม่ชมลิ้นจี่อีก แต่ตอนนี้ลิ้นจี่รู้แล้วว่าลิ้นจี่ไม่ควรคิดอย่างนั้น”

ลิ้นจี่บอกเพื่อนๆ

“ต่อไปลิ้นจี่จะไม่ตัดสินใจอะไร หรือโกรธใคร ง่ายๆอย่างนี้อีกแล้วจ๊ะ”

แต่ประโยคสุดท้าย ลิ้นจี่ตั้งใจบอกตัวเองมากกว่า

“ไม่ต้องกังวลหรอกลิ้นจี่ กุ๊งกิ๊งไม่โกรธลิ้นจี่เลย”

กุ๊งกิ๊งบอก

“จริงนะ”

ลิ้นจี่ยังสงสัย

“สบายใจได้น่า”

กุ๊งกิ๊งให้คำมั่น

“ดีจัง”

ลิ้นจี่จึงยิ้มได้

 “รู้มั๊ยลิ้นจี่ ในหนังสือที่ว่องไวอ่านอยู่น่ะเค้าเขียนไว้ว่า การที่ผู้ที่ทำผิดไปแล้ว พอรู้ว่าผิด ก็สารภาพ แล้วตั้งใจว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไป เรียกว่าเป็นความเจริญในอริยวินัยนะ”

ว่องไวบอก

“ทำดีมากจ๊ะ ลิ้นจี่”

คุณนายเตาะแตะย้ำคำพูดของว่องไว

ความเจริญในอริยวินัยเหรอ

ลิ้นจี่ทวนคำนี้ในใจ

และแล้ว ... ดูเหมือนยิ้มลิ้นจี่จึงยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม

ความเจริญในอริยวินัย ลิ้นจี่ชอบคำนี้แล้วซี

คราวนี้ลิ้นจี่ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นแล้ว

ว่าจะคอยระวังไม่ให้มองใครอย่างหวาดระแวง จะได้ไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องโกรธกัน หรือถ้าเห็นว่าใครทำในสิ่งที่ดี ลิ้นจี่ก็จะชื่นชม และจะไม่อิจฉาเมื่อเขาได้รับคำชม จะได้ไม่เกิดเรื่องเหมือนเมื่อวานอีก

แล้ววงสนทนาก็เริ่มขึ้นใหม่ กุ๊งกิ๊งหัวเราะมากอย่างที่ลิ้นจี่ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ จนเมื่อเราทั้งสามลาคุณนายเตาะแตะแล้วพากันกระโดดกลับพร้อมกันนั่นแหละ กุ๊งกิ๊งจึงได้สารภาพ

“ขำตัวเองจังเลยละ ตอนหาตอไม้มาวางหน้าโพรงคุณนายน่ะ กุ๊งกิ๊งเอาตัวเองวัด เลยคิดว่าขนาดคงกำลังพอดี แต่พอคุณนายเตาะแตะมาใช้งาน คุณนายตัวเตี้ย เลยต้องยืนคุยกับพวกเราตลอดรายการเลย”

ตอนนี้ทั้งลิ้นจี่และว่องไวคงนึกภาพคุณนายยืนคุยกับพวกเราตั้งแต่บ่ายจนใกล้ค่ำขึ้นมาทั้งคู่ เราจึงได้หัวเราะออกมาพร้อมๆกัน

“ต่อไปกุ๊งกิ๊งจะไม่คิดว่าอะไรที่เหมาะกับเราก็ต้องเหมาะกับผู้อื่นด้วยอีกแล้ว จะคิดให้รอบคอบกว่านี้”

“เป็นความความเจริญในอริยวินัยจ๊ะ”

ลิ้นจี่เย้า

แล้วเราทั้งสามก็กระโดดไป หัวเราะไป อย่างมีความสุข

พรุ่งนี้ต้องไปดูสวนของว่องไวสักหน่อยแล้ว

ลิ้นจี่คิด หลังจากที่บอกลาเพื่อนๆ และกระโดดแยกทางไปยังโพรง

...............................................................................

อิงธรรมท้ายบท

การอยู่กับพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน หรือปัจจุบันธรรม นี้ ลิ้นจี่รู้มาว่ามักถูกเข้าใจผิด ว่าหมายถึงการคิดแต่เรื่องในปัจจุบัน ไม่คิดถึงอดีต หรืออนาคต แต่ที่จริงน่ะ ไม่ว่าจะอดีต หรืออนาคต เราก็คิดได้ เพียงไม่ใช่คิดถึงอดีตอย่างละห้อยหา หรือคิดถึงอนาคตอย่างฟุ้งซ่านไปตามความต้องการโดยที่ความคิดไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน

แต่เป็นการคิดถึงอดีตเพื่อสืบสาวเหตุปัจจัยให้ส่งมาถึงปัจจุบัน หรือคิดถึงเป้าหมายหรือแผนการในอนาคต แล้ววางแผนสร้างเหตุปัจจัยในปัจจุบันให้เอื้อไปในทางที่เราวางแผน

จะพูดว่าเป็นการ "ไม่ประมาท" ก็น่าจะได้นะ

วันรุ่งขึ้น ลิ้นจี่หยิบหนังสือที่ว่องไวให้มาอ่านต่อ จึงรู้ว่า การที่ลิ้นจี่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ หรือตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะทำอะไรสักอย่างนั้น เรียก อธิษฐาน การตั้งจิตอธิษฐานมีผลดีคือเป็นการตั้งเป้าหมายอย่างมุ่งมั่น เมื่อเรามีเป้าหมายที่ไม่คลอนแคลนแล้ว เราก็จะมีความพยายามที่จะทำให้ได้ตามที่ตั้งใจ

อธิษฐาน ไม่ได้หมายถึงการคิดขออะไรจากใครๆอย่างที่ลิ้นจี่เคยเข้าใจสักหน่อย

เป็นเพราะว่องไว และกุ๊งกิ๊ง มิตรที่ดีของลิ้นจี่แท้ๆ เพราะลิ้นจี่เห็นสิ่งที่ทั้งสองทำให้ลิ้นจี่และทำให้ผู้อื่น  ลิ้นจี่ชื่นชม จึงอยากทำตาม จึงเกิดเรื่องดีๆสำหรับลิ้นจี่ตามมา

มิน่าล่ะ จึงได้มีคำพูดว่า การมีกัลยาณมิตร หรือเพื่อนที่ดี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีน่ะ สำคัญมาก 

“ทำดีมากจ๊ะ ลิ้นจี่”

คิดถึงคำที่คุณนายเตาะแตะพูดแล้ว

อือม์ ........

ลิ้นจี่รำพึง

อยากเปลี่ยนเป็นพูดคำนี้มากว่า

ลิ้นจี่ยิ้มให้กับตัวเอง

ทำดีมากจ๊ะ

ก่อนจะพูดออกมาดังๆ

“ทั้งกุ๊งกิ๊ง ทั้งว่องไว”