ผมเริ่มต้นงานพัฒนาตั้งแต่ยังไม่บวชด้วยการเป็นแกนนำในหมู่บ้าน จำได้ว่าจัดตั้งโดยสำนักเร่งรัดพัฒนาชนบท แน่นอนว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่ผมขับเคลื่อนในขณะนั้นเป็นการขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองหน่วยงานราชการมากกว่าชาวบ้านในชุมชน

     ครั้นเมื่อบวชเป็นพระแล้ว ก็ยังคงอยู่ในแวดวงพัฒนา โดยเข้าไปช่วยงานโครงการพระธรรมจาริก ที่วัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่ ปีแรกช่วยงานอยู่ในสำนักงานฯ ปีที่สองสามออกมาประจำอยู่ในอาศรมพระธรรมจาริกที่บ้านเกิด คือ ที่ดอยมูเซอ จ.ตาก และปีถัดมาก็ย้ายกลับเข้าไปอยู่ที่วัดศรีโสดาอีกครั้ง

     หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว โครงการพระธรรมจาริกก็คือโครงการของรัฐบาลดี ๆ นี่เอง ที่เดิมทีเดียวจัดตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นกลไกในการดึงชาวเขามาเป็นมวลชนของรัฐบาลในระหว่างการสู้รบกับ ผกค. ยังไม่สิ้นสุดลง

     โลกทัศน์การพัฒนาที่สืบเนื่องมาจากสมัยเป็นฆราวาสกระทั่งเป็นพระซึ่งช่วยงานอยู่ในโครงการพระธรรมจาริก ก็คือโลกทัศน์ชุดเดียวกับที่รัฐหรือระบบราชการมีและใช้อยู่ คือมองว่าชุมชนอยู่ในภาวะ “โง่ จน เจ็บ” ต้องได้รับความช่วยเหลือ และเป็นแบบ top down

     คนที่ค่อยปรับโลกทัศน์งานพัฒนาจนมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็คือพี่ต๋อม – นเรศ สงเคราะห์สุข ซึ่งผมจะเล่าถึงในบันทึกนี้

     ตอนที่ผมรู้จักพี่ต๋อมนั้น ตอนนั้นพี่ต๋อมยังรับราชการอยู่ที่สำนักงาน ปปส. ภาคเหนือ ทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดบนพื้นที่สูงภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับเยอรมัน พี่ต๋อมถือเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของ อ.บัณฑร อ่อนดำ ผู้ทีผมเขียนเล่าถึงในบันทึกที่แล้ว และเป็นคนชักนำผมไปรู้จัก อ.บัณฑร นั่นเอง

     พี่ต๋อมเป็นเพื่อนของเพื่อนนักศึกษาของพระรุ่นพี่ท่านหนึ่งในโครงการพระธรรมจาริก ตอนนั้นพระรูปดังกล่าวนี้เรียนปริญญาโทอยู่ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนของพระรูปนี้แนะนำให้พี่ต๋อมมาช่วยงานอะไรสักอย่าง ผมก็เริ่มได้คุยและเริ่มรู้จักพี่ต๋อมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

     กระทั่งผมสอบติดปริญญาโทการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ และก็รู้ว่าพี่ต๋อมก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่เช่นกัน ผมก็เริ่มใกล้ชิดกับพี่ต๋อมมากขึ้น ผมได้พี่ต๋อมเป็นที่ปรึกษาทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียน การพูดคุยกับพี่ต๋อมอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นเหตุที่ทำให้ผมค่อยปรับเปลี่ยนโลกทัศน์จากขวาจัดให้ค่อยเอียงมาทางซ้าย...

     ในช่วงที่ผมช่วยงานบริหารอยู่ในโครงการพระธรรมจาริก ผมได้ดึงพี่ต๋อมมาฝึกอบรมแนวคิดและเทคนิคการทำงานพัฒนาให้กับพระธรรมจาริกรุ่นใหม่ ๆ และได้ขอคำปรึกษาจำนวนมากกับพี่ต๋อมถึงแนวทางการทำงานของพระธรรมจาริกในช่วงนั้น

     นอกจากนั้นความคุ้นเคยกับพี่ต๋อม ทำให้ผมเข้าไปมีโอกาสเรียนรู้งานยาเสพติดที่พี่ต๋อมทำอยู่ ซึ่งก็ช่วยตอกย้ำโลกทัศน์ใหม่ให้ผมขึ้นอีกมากโข โดยเฉพาะแนวคิด “วัฒนธรรมชุมชน” ที่ผมใช้เป็นแนวคิดหลักในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท และเช่นกันผมทำวิทยานิพนธ์นี้สำเร็จลงได้จากการช่วยเหลือของพี่ต๋อมเป็นสำคัญ

     ผมมีโอกาสร่วมงานกับพี่ต๋อมหลังจากที่ผมลาสิกขาออกมาแล้วภายใต้โครงการบ้านจุ้มเมืองเย็น ภายใต้ชุดโครงการชุมชนเป็นสุขของ สสส. และหลังจากเริ่มงานในปีที่สองผมก็ผละตัวเองออกมาด้วยข้อขัดข้องบางประการ ซึ่งนั่นเป็นจุดสิ้นสุดการร่วมงานและถอยห่างออกมา

     ผมพบพี่ต๋อมอีกครั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาในหมู่บ้านปกาเกอะญอแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่พี่ต๋อมเคยพาผมมาเรียนรู้งานพัฒนาที่นี่ จะว่าการพบกันในคราวนี้เป็นความตั้งใจอย่างแรงสำหรับผมที่จะมีโอกาสได้พบกับพี่ต๋อมอีกครั้ง

     ผมยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับพี่ต๋อม แม้มีโอกาสได้นั่งคุยกันไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็เป็นเวลาที่มีค่าและมีความสุขมาก

     ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อคารวะพี่ต๋อม – นเรศ สงเคราะห์สุข ครับ....