ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

“เพื่อสันติภาพรัฐต้องเยียวยาฝ่ายตรงข้าม”

           

มูฮำหมัด ดือราแม

 

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี นับเป็นนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ที่เสียงดังที่สุดคนหนึ่งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการสังกัดสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ยังสวมหมวกอีกใบ คือผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความสงบออกมาทีไร เสียงดังฟังชัดทุกครั้ง

มีงานวิจัยหลายชิ้นของผศ.ดร.ศรีสมภพ ที่พูดถึง “เหยื่อ” ของความไม่สงบ โดยการรวบรวมสถิติและวิเคราะห์ถึงระดับความบอบบางและอ่อนแอของเหยื่อแต่ประเภท ซึ่งส่งผลสะเทือนอย่างมีนัยสำคัญกับการทำงานและการแก้ปัญหารัฐ

เมื่อแยกแยะประเภทและระดับของเหยื่อได้แล้ว การเยียวยาเหยื่อเหล่านี้ในทัศนะของผศ.ดร.ศรีสมภพ ก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นอีก

 

 
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

 

เหยื่อความไม่สงบจากความรุนแรงในชายแดนใต้ มีใครบ้าง และสถิติเป็นอย่างไร?

ถ้ามองในแง่ภูมิหลังของอาชีพ คนตายและบาดเจ็บ 50% เป็นราษฎรทั่วไป จากผู้สูญเสียทั้งหมดประมาณ 11,000 กว่าคน ตายประมาณ 4,000 กว่าคน บาดเจ็บประมาณ 7,000 กว่าคน

ราษฎรทั่วไป หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพรับราชการ ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำศาสนา

เหยื่อที่มีจำนวนรองลงมา คือ ทหาร 15 % จากนั้นเป็นตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อส.(อาสาสมัครรักษาดินแดน) ชรบ.(เจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีครู ซึ่งมีจำนวนรองลงไปอีก

 

ใครคือเหยื่อที่อ่อนไหวหรือบอบบางที่สุด?

ในบรรดาความสูญเสียทั้งหมด เราประเมินจากสัดส่วนการตาย พบว่า กลุ่มผู้นำศาสนาอิสลาม โต๊ะอิหม่าม หรืออุสตาซ(ครูสอนศาสนาอิสลาม) เป็นกลุ่มทีมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียมากที่สุด บอบบางมากที่สุด หากพิจารณาจากสถิติที่เป็นอยู่

ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนการตายต่อการบาดเจ็บนั้นสูงมาก 80 % เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น หมายถึงตายมากกว่าบาดเจ็บ โอกาสรอดน้อยมาก รองลงมา เป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน คือ ถ้าไม่บาดเจ็บก็เสียชีวิต

 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การจัดการหรือการช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อในแต่ละระดับควรเป็นอย่างไร?

การช่วยเหลือเยียวยา ถ้าเป็นราษฎรทั่วไป ระบบของรัฐดีอยู่แล้ว ราษฎรทั่วไปกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยา 100,000 บาท ถ้าเป็นประชาชนผู้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือราชการในการรักษาความสงบในพื้นที่ และอาสาสมัครที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนราชการ จะได้ 200,000 บาท ผู้นำศาสนาก็ได้ 200,000 บาท

ยังไม่นับรวมข้าราชการที่จะได้เงินช่วยเหลืออีกมากมาย ทั้งสวัสดิการสังคม การศึกษา และเงินเยียวยา

ที่ผ่านมารัฐให้ความสำคัญกับผู้สูญเสียที่เป็นฝ่ายรัฐหรือทำงานเกี่ยวข้องกับรัฐมากกว่า โดยจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาในอัตราที่สูงกว่าประชาชนธรรมดา คือ ถ้าเสียชีวิตประชาชนได้ 100,000 บาท ถ้าฝ่ายรัฐเสียชิวตจะได้ 200,000 บาท นั่นคือข้อแตกต่างของการเยียวยา

ผมว่าการเยียวยาราษฎรทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานให้รัฐ ควรที่จะให้ความสนใจมากกว่านี้ ที่ผ่านมาก็ให้ความความสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับการเยียวยาฝ่ายรัฐ ยังน้อยไป

อีกส่วนหนึ่ง คือผู้สูญเสียที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อความไม่สงบหรือถูกสงสัยว่า ทำงานกับกลุ่มก่อความไม่สงบ บางทีจะไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐเลยหรือถ้าได้ก็ช้ามาก

ถ้าจะใช้การเยียวยาเป็นเครื่องมือในกระบวนการประนีประนอม หรือกระบวนการสันติภาพ ก็ควรพิจารณาให้การเยียวยาทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

หลังจากพิจารณาแล้วว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรืออาชญากรรม ก็ควรที่จะให้กับกลุ่มที่ถูกสงสัยเหล่านั้นด้วย ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาได้ ก็จะดีมาก

ที่ผ่านมา การช่วยเหลือเยียวยาของรัฐ ถ้าเป็นกลุ่มราชการจะให้เร็วมาก บางครั้งภายใน 24 ชั่วโมงก็ได้แล้ว ซึ่งการจัดการตรงนี้ดีแล้ว

ส่วนการมองว่าไม่ควรเอาเงินไปให้พวกโจรอะไรทำนองนั้น ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นนโยบายเพื่อสันติ เพื่อความสมานฉันท์ สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวแล้ว ก็ควรจะให้เขาได้รับสิทธิตรงนี้ด้วย

 

มองว่าอนาคตการเยียวยาควรเป็นอย่างไร?

งานเยียวยาคงต้องมีต่อไป แต่ประสิทธิภาพต้องมีมากขึ้น การเพิ่มในเรื่องสวัสดิการสังคม โอกาสการประกอบอาชีพ การศึกษา ควรจะให้อย่างเต็มที่

การเยียวยา ไม่ใช่ให้เงินเยียวยาหลังเกิดการสูญเสียแล้วเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีชีวิตอยู่รอดในอนาคต มีทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพ มีโอกาสหลายๆ อย่าง เพราะคนที่สูญเสียถ้าเป็นประชาชนทั่วไป ก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เป็นคนทำมาหากินปกติ การสูญเสียคนในครอบครัว ถือว่าสูญเสียโอกาสในการหาเลี้ยงครอบครัว

อีกส่วนหนึ่ง ที่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นระบบหรือคิดระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อตอบสนอง เช่น ในเรื่องการประกันสังคม คือรัฐลงส่วนหนึ่งและให้มีการสนับสนุนจากส่วนอื่นเข้ามาเสริมให้เป็นกองทุนสวัสดิการ เหมือนกับการประกันสุขภาพ แต่มาใช้กับการเยียวยา นี่คือตัวอย่าง

 


********************