การเริ่มต้นที่สำคัญก็คือ การพัฒนากลุ่มแกนนำที่สามารถนำทางทั้งกลุ่มนักปฏิบัติ นักทฤษฎี และฝ่ายสนับสนุน

จากการหารือกันในกลุ่ม “นักปฏิบัติ” ด้านเกษตรอินทรีย์ของไทย ที่มีตัวแทนในระดับที่เป็นที่ยอมรับกันได้ในระดับเครือข่ายปราชญ์กว่า ๑๐ ท่าน จากทุกภาคของไทยที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ริมคลองผดุงกรุงเกษม กทม. ในช่วงบ่ายของวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๔ 

ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาฯ ที่มีท่าน ผอ. มนตรี บุญพานิชย์ หนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เป็นแกนนำ

ที่ทำให้ได้ข้อสรุปหลักๆ เป็น ๒ แนวทางด้วยกัน

(เพื่อจะได้ลดแรงเสียดทานในเบื้องต้นของแนวคิดในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ที่แตกต่างกัน ของผู้มีส่วนร่วมในคณะกรรมการฯ จากกลุ่มต่างๆ)

คือ

  • แนวทางที่ ๑: เกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้าน
    • ที่ผสมผสาน เกื้อกูล และยั่งยืน
    • สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    • พัฒนาอย่างมีขั้นตอนตามลำดับ
      • ตั้งแต่แนวคิด
      • หลักการ
      • หลักปฏิบัติ และ
      • วิธีปฏิบัติ
    • ตามลำดับจาก
      • การพัฒนาการพึ่งตนเอง ในระดับครอบครัว ชุมชน และ
      • การนำไปสู่การขายในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน
    • ใช้หลักการพึ่งพา พึ่งตนเอง พึ่งพากันเอง สร้างพันธมิตร และสังคมที่น่าอยู่
      •  
        • ที่สร้างภูมิคุ้มกัน เข้มแข็ง และมั่นคงทุกด้าน ทั้งอาหาร ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
    • ระบบการผลิตจะเป็นมิตรกับผู้ผลิต ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค
  • 
  • และ แนวทางที่ ๒ เกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก
    • ที่มักเป็นเชิงเดี่ยวและไม่ยั่งยืน
    • อย่างมากก็เป็นได้เพียงเกษตรปลอดสารพิษ
      • ที่ไม่ควรจะเรียกว่าเกษตรอินทรีย์ แต่ก็ผ่อนปรนโดยอนุโลม
      • ที่หวังว่าเมื่อปฏิบัติไประยะหนึ่ง ก็จะเผชิญปัญหา หรือวิกฤติด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
      • ที่น่าจะทำให้เกิดความเข้าใจ และอาจจะพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนในระยะต่อๆไป

แต่...

ขีดจำกัดที่พบว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในปัจจุบัน ก็คือ

  • แนวคิดที่ไม่สนับสนุนการพัฒนาการของระบบเกษตรอินทรีย์
  • ความรู้ และ ความเข้าใจในการพัฒนาระบบทรัพยากร และระบบการผลิตแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
  • ความสามารถในการดำเนินการและการจัดการทรัพยากร ด้วยตัวเอง แบบพึ่งตนเอง และถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นต่อๆไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มนักวิชาการและหน่วยราชการ

  • ไม่เข้าใจว่าเกษตรอินทรีย์คืออะไร
  • 
  • ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการผลิตแบบปลอดสารพิษเพียงอย่างเดียว
  • จึงเน้นการตรวจสอบสารพิษ การใช้และการปนเปื้อน และออกใบรับรอง
  • จนทำให้เกิดผลกระทบในทางลบ ต่อการพัฒนาการของระบบทรัพยากรเพื่อการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์

ทั้งๆที่เกษตรอินทรีย์....

  • เป็นกระบวนการแห่งการเกื้อกูล
  • ที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจ
  • มีการติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด
  • ที่ไม่สามารถวิเคราะห์ และตรวจสอบจากระยะไกล หรือบุคคลภายนอกได้

จึงจำเป็นต้องใช้ผู้ผลิต และกลุ่มผู้ดำเนินกิจกรรมตรวจสอบกันเอง

  • ที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตร เป็นธรรม และยั่งยืนกว่า
  • ที่สามารถดำเนินการโดยการสร้างการยอมรับของสังคมที่มีต่อบุคคลหรือต่อกลุ่มเกษตรกร ที่จะต้องพัฒนากันต่อไป

ทางด้านสถานการณ์ของขีดจำกัดทางสังคมที่พบกันก็มี

  • ระดับประเทศเน้นการผลิตเพื่อการส่งออก
    • ที่ต้องการผลผลิตจำนวนมาก และรวดเร็ว
    • ที่ทำให้คนที่ไม่เข้าใจระบบเกษตรอินทรีย์จะบอกว่า “รอไม่ได้” จึงหันไปทำเกษตรเคมีอินทรีย์แบบแอบแฝง หรือ อย่างดีที่สุดก็เกษตรปลอดสารพิษ เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในการผลิต และทางเศรษฐกิจระยะสั้น เฉพาะหน้า
    • 
  • 
  • เกษตรกร หรือชาวบ้านทั่วไป ก็เน้นการผลิตเพื่อขาย

      
    • ก้าวข้ามหลักการและวิธีการของปรัชญาเศรฐกิจพอเพียง การพัฒนาความรู้ การพึ่งตนเอง และการทำเกษตรอินทรีย์ หรือ
    • อาจทำบางส่วนเพียงเพื่อปิดบังอำพรางความจริงเพื่อขายในนามของเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆที่ระบบการผลิตมิใช่เกษตรอินทรีย์
    • 
  • การสนับสนุนของหน่วยงานราชการก็

    • ยังไม่ถูกที่ ถูกเวลา ถูกประเด็น
    • 
    • ส่วนใหญ่เน้นเชิงปัจจัยการผลิตบางประการที่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ได้ และ
    • การสนับสนุนยังเน้นเชิงเทคนิคที่เป็นรายละเอียดที่ไม่ค่อยสำคัญนัก หรือตรงประเด็นมากกว่าการสนับสนุนการพัฒนาเชิงแนวคิด ที่มีความสำคัญมากกว่า
    • แม้จะมีการตรวจสอบความต้องการของชาวบ้าน ก็ไปถามคนที่ไม่เข้าใจตัวเอง ย่อมได้คำตอบที่ไม่ตรงกับความจริง ที่ทำให้การตัดสิรใจผิดพลาดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
    • 

สถานการณ์ปัจจุบันของระดับการพัฒนาของเกษตรกรแต่ละราย แต่ละกลุ่มก็คือ

  • ความหลากหลายระดับของการพัฒนาทั้งในระดับครัวเรือนและระดับกลุ่ม และ
  • ยังมีความหลากหลายในเชิงกิจกรรมที่ยังไม่สามารถรวมกลุ่มเชิงการผลิตเป็นการค้าได้ทันที
  • ยังต้องการการพัฒนาทั้งความคิด ความรู้ ความเข้าใจ อย่างถูกลำดับ ถูกขั้นตอน

ดังนั้นจึงมาถึงข้อสรุปเบื้องต้นในแนวทางการพัฒนาและการแก้ปัญหาในกลุ่มนักปฏิบัติ และฝ่ายสนับสนุน ก็คือ

  • การพัฒนาแนวร่วมและความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างเพียงพอ
  • 

วิธีการที่สำคัญ ก็คือ

  • การพบปะ ทำความคุ้นเคย แลกเปลี่ยน และร่วมมือกันแบบเป็น “ทีม”
  • ให้ทุกคนรู้ว่าใครอยู่ตรงไหน จังหวะไหนควรจะทำอะไร อย่างไร

อันรวมถึง กิจกรรม แนวทางการทำงาน การขับเคลื่อน และความร่วมมือ

ดังนั้น การเริ่มต้นที่สำคัญก็คือ การพัฒนากลุ่มแกนนำที่สามารถนำทางทั้งกลุ่มนักปฏิบัติ นักทฤษฎี และฝ่ายสนับสนุน ได้

ที่อาจจะทำให้กลุ่มคนที่มีความหวังดีต่อคนไทยด้วยกัน ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อทรัพยากร ต่อการผลิตอาหารที่ดี ต่อสังคมและประเทศชาติ ได้มีแนวทาง มีที่รวม และมีความหวังที่จะทำงานที่เป็นประโยชน์กับตนเอง ต่อสังคม อย่างมีประโยชน์และยั่งยืนต่อไป

นี่คือข้อสรุปที่เป็นแนวทางในการทำงานต่อไปของ “คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ” ที่หวังว่าจะเป็นจริงและยั่งยืน สมกับที่นักปฏิบัติทั้งหลายตั้งใจไว้ครับ

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากเห็น แต่ก็ไม่หวังอะไรมากครับ

ขอรายงานเพียงเท่านี้ก่อนครับ

สวัสดีครับ