หนังสือ Why don't students like school? เขียนโดยศาสตราจารย์ Daniel T. Willingham ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการเรียนรู้แห่งมหาวิทยาลัย เวอร์จิเนียบททึ่ ๙ เรื่อง What About My Mind?เป็นคำแนะนำว่าด้วยการพัฒนาตนเองของครู

ผมเขียนเล่าถอดความหนังสือเล่มนี้ต่อเนื่องมาเป็นตอนที่ ๘ แล้วคิดว่าตอนที่ ๘ นี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกเป็นความรู้เกี่ยวกับเคล็ดลับในการฝึกฝนตนเองเพื่อเป็นครูเพื่อศิษย์อย่างทรงพลังที่สุดคือ

เนื่องจากการทำหน้าที่ครูเป็นทักษะด้านการเรียนรู้ (Cognitive Skills)ครูจึงต้องฝึกฝนตนเองด้วยแนวคิดและวิธีการที่ใช้ในการทำหน้าที่ครูเพื่อศิษย์ที่กล่าวแล้วทั้ง ๗ ตอน รวมทั้งตอนที่ ๘ และ ๙ นี้ด้วย

ครูที่ดีต้องเรียนรู้เคี่ยวกรำฝึกฝนตนเอง ยิ่งกว่าศิษย์ จึงจะเป็นครูที่ดีได้ต้องไม่ใช่แค่เอาใจใส่และรักศิษย์ แต่ต้องศึกษาฝึกฝนหาวิธีการเป็นโค้ช หรือ facilitator ของการเรียนรู้ของศิษย์ ที่ดีหรือเหมาะสมยิ่งๆขึ้นไป โดยต้องตระหนักว่า ในโลกยุคใหม่ เด็กและสังคมเปลี่ยนทฤษฎีการเรียนรู้เก่าๆ บางทฤษฎีล้าหลังหรือใช้ไม่ได้ผลครูจึงต้องเรียนรู้ ทดลองใช้ทฤษฎีใหม่ๆ ที่มีการวิจัยพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากความก้าวหน้าด้าน neuroscience และ cognitivepsychology

นั่นคือครูต้องเป็น “นักเรียน” ยิ่งกว่าตัวนักเรียนที่ครูสอน

เป้าหมายคือ การเรียนรู้อย่างลึก ทั้งของครูและของนักเรียนต้องไม่ใช่การเรียนรู้อย่างตื้น หรือผิวเผินซึ่งมองในมุมหนึ่งการสอนเด็กให้หยุดอยู่แค่การเรียนรู้อย่างตื้นเท่ากับเป็นการทำร้ายศิษย์เพราะเป็นการสร้างนิสัยให้เป็นคนผิวเผินไปตลอดชีวิต

การสอนหรือการทำหน้าที่ครู เป็นกิจกรรมที่เรียกร้องพลังในส่วน“ความจำใช้งาน” (Working Memory) เป็นอย่างมากในส่วนกล่องสีเขียวของแผนผังที่เราคุ้นเคย

หากมองผังข้างบนเป็นกระบวนการสอนของครูส่วนที่ครูต้องใช้พลังสมองมากและทำให้เหน็ดเหนื่อยคือส่วนกล่องสีเขียวที่สมองของครูจะต้องทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันคือมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสภาพในห้องเรียนนำเอาสิ่งที่รับรู้มาเป็นข้อมูลประกอบการคิดร่วมกับการดึงเอาความรู้ในความจำระยะยาวมาใช้ความจำในระยะยาวสำหรับการทำหน้าที่ครูนี้ มี ๓ ส่วน คือ (๑)ความรู้เชิงสาระวิชา (๒) ความรู้เชิงเทคนิคการสอนสาระวิชา และ (๓)ความรู้เชิงความรู้ทั่วๆ ไป

ครูที่มีความรู้เชิงสาระวิชามาก จะทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนชั้นมัธยมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาคณิตศาสตร์ นอกจากนั้นความรู้ด้านการสอนวิชานั้นๆ ก็มีความสำคัญเช่นครูที่จะสอนวิชาฟิสิกส์ได้ดีนอกจากรู้สาระวิชาฟิสิกส์อย่างดีแล้วต้องเรียนรู้วิชา Physcis Teaching หรือ Science Teaching ด้วยและเป็นที่รู้กันว่า ครูที่มีความรู้มาก มีเกร็ดความรู้กว้างขวางจะสอนสนุก ดึงดูดความสนใจ และความศรัทธาจากนักเรียนได้ดี

ครูจึงต้องเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง เพื่อขยายขีดความสามารถตามผังข้างบนคือความสามารถในการสังเกตเก็บเอาบรรยากาศหรือเหตุการณ์ในห้องเรียนนำมาใช้ในการจัดการสอนความสามารถในการใช้พื้นที่ “ความจำใช้งาน”ของตนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำหน้าที่ครู และการสะสม“ความจำระยะยาว” สำหรับการทำหน้าที่ครู ไว้ใช้งาน

นี่คือสาระสำคัญที่สุดของบันทึกชุดนี้ ตอนที่ ๘ และต่อไปจนถึงตอนที่ ๙ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้าย ศัตรูร้ายของการเป็นครูคือทำงานตามความเคยชินหรือความชำนาญไม่มีความคิดหรือความตั้งใจที่จะเรียนรู้ฝึกฝนตนเองให้เพิ่มพูนขีดความสามารถตามผังข้างบน

เน้นคำว่า“ฝึกฝน”

การฝึกฝนที่จะได้ผลดีต่อการปรับปรุงตนเอง ต้องมี feedbackและครูก็ได้รับ feedback จากศิษย์อยู่แล้วในชีวิตการทำงานแต่ไม่เพียงพอ ครูยังต้องการ feedback ที่เป็นระบบยิ่งกว่านั้น และfeedback ที่หาได้ง่ายที่สุด คือจากเพื่อนครูด้วยกัน ศ. Willinghamจึงแนะนำให้ครูหา “บั๊ดดี้” สำหรับ feedback ซึ่งกันและกัน วิธีการfeedback ช่วยปรับปรุงซึ่งกันและกันตามที่ ศ. Willingham แนะนำนี้มีความละเอียดอ่อนมาก จะขอยกไปบันทึกในตอนสุดท้ายของบันทึกชุดนี้

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ก.พ. ๕๔