ปัญหาใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรไทยก็คือ ปัญหาความยากจนและปัญหาหนี้สินของเกษตรกรมีแต่แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นเนื่องจาก การกำหนดราคาไม่ได้ ภาวะตลาดที่ผันผวนไปตามผู้กำหนดราคาสินค้าเกษตร และความต้องการของตลาด ที่สำคัญต้นทุนทางการผลิต ทุกอย่างตั้งแต่ ปุ๋ย ยา ค่าแรง และน้ำมันเชื้อเพลิงต่างถีบตัวสูงขึ้น และอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไทยต้องล้มละลายมีนี้สินล้นพ้นตัว
ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรไทยนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่หันเหวิ๔ีการผลิตแบบเดิมที่มุ่งทำการเกษตรเพื่ออยู่เพื่อกิรพึ่งตนเองเป็นหลัก มาสูวิถีการผลิตแบบใหม่ที่มุ่งทำการผลิตเพื่อขาย แสวงหากำไรหวังร่ำรวยจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและเครื่องจักรเครื่องยนต์ แต่บทเรียนตลอดระยะครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างแจ้งชัดแล้วว่า มีเกษตรจำนวนน้อยเท่านั้นที่ประสบควมสำเร็จในวิถีการผลิตแผนใหม่นี้ แต่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ต่างขาดทุน ติดหนี้สิน นอกจากความร่ำรวยที่คาดฝันจะไม่สมหวังแล้ว แต่กลับต้องสูญเสียที่ดินและทรัพย์ที่เคยมีแทบสิ้นเนื้อประดาตัวครอบครัวต้องแตกกระสานซ่านเซนไปขายแรงงานเพื่อหาเงินมายังชีพ บทเรียนแห่งความยากลำบากแสนสาหัสนี้พี่น้องเกษตรกรไทยยังคงต้องเผชิญอยู่แม้ในปัจจุบัน
ขออนุญาตแลกเปลี่ยน นะครับ
มองมุมลบ เมื่อ "ข้าว เป็นสินค้าการเมือง" นักการเมืองก็จะใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงกับกลุ่มเกษตรกร (นักการเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของโรงสี พ่อค้าคนกลางในพื้นที่)
และคอยหาเสียง หางบประมาณ หาเศษ หาเลย เอารัดเอาเปรียบชาวนา เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป
ผมก็ไม่รู้ว่า แต่ละปี อบต. สส. รัฐมนตรี เค้าไปดูงานอะไรที่ต่างประเทศ ...
เรื่องเกษตรประเทศไทยถึงไม่พัฒนาไปข้างหน้า วนอยูกับปัญหาเดิมๆ
ข้าวราคาตก (อาจจะมาจากตลาดโลก หรือการบิดเบือนภายในประเทศ) ->ชาวนารวมกลุ่มประท้วง -> นักการเมืองรับปาก โน่น นี่ นั่น (เงินภาษีเราๆท่านๆทั้งนั้น)->ได้คะเเนนเสียงชาวนา บนต้นทุนภาษีประชาชน
ข้อแก้ไข
"ราคาข้าว" เป็นกลไกตลาด คนทำนา ไม่ใช่คนกำหนดราคาขาย
(รัฐต้องดูแลให้ความเป็นธรรม)
คนทำนา ต้อง "คุมต้นทุน" ที่ทำด้วยตัวเองได้ ที่เเปลงนา ด้วย "วิธีปักดำ"ใส่ใจดูแลเเปลงนา ลดปุ๋ย ลดยาเคมี (บนไปว่าปุ๋ยเเพง ยาเเพง ราคาก็ไม่ลงครับ)
ไม่ต้องไปรอความช่วยเหลือ "นักการเมืองไม่จริงใจ"
ช่วยตัวเอง ดีต่อตัวเอง ไม่ต้องไปรอใคร
ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปโทษใคร ...
ทำคนเดียวไม่ได้ ก็ "รวมกลุ่ม การผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม" เรื่องที่ต้องลงทุนใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน ก็ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำครับ
เวียดนาม ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การทำนา แข่งส่งออกข้าวใทยในตลาดโลก ->ด้วย Village combine ลงแขกใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ร่วมกันภายในกลุ่ม
(ไว้ติดตามในบันทึกต่อๆ ไปครับ)
ตราบใดที่ "นักการเมือง สอนให้ชาวนา เกษตรกร รอความช่วยเหลือจากรัฐ ก็จะไม่มีการพัฒนา ความก้าวหน้าในอาชีพเกษตร ครับ "
ขอบคุณครับ
ปล.มีกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบัวพ้นน้ำ ไว้ศึกษาบ้างจะเป็นประโยชน์มากครับ