ทุกองค์กรย่อมที่จะมีผู้บริหารสูงสุด ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสามารถนำองค์การหรือสถานศึกษาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการกำกับดูแลตนเอง ที่ดี สร้างความโปร่งใสในการบริหารอย่างมีจริยธรรม ให้ความสำคัญกับผู้เรียนและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นความรับผิดชอบ ต่อสังคมขององค์การ

                ทุกองค์กรย่อมที่จะมีผู้บริหารสูงสุด ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสามารถนำองค์การหรือสถานศึกษาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการกำกับดูแลตนเองที่ดี สร้างความโปร่งใสในการบริหารอย่างมีจริยธรรม ให้ความสำคัญกับผู้เรียนและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การ ด้วยหลักการจุดเน้นที่กล่าวมานี้ ยิ่งตอกย้ำให้ผู้บริหารสถานศึกษาที่จะนำหลักการของระบบการนำองค์การไปสู่การปฏิบัติอย่างมั่นใจได้ว่า ระบบการนำองค์การจะเป็นระบบที่ส่งเสริมให้สถานศึกษาตอบสนองต่อแนวทางข้อเสนอแนะการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552 - 2561) ที่ต้องการให้ผู้นำเกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมการบริหารเชิงคุณภาพ และสนับสนุนสถานศึกษาที่มีความพร้อมในสามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระ คล่องตัว เป็นสถานศึกษานิติบุคคลเต็มรูปแบบ  แต่จุดเน้นเหล่านี้ยังคงต้องอาศัยแนวคิดวิธีการมากมายที่จะให้จุดเน้นดังกล่าวประสบความสำเร็จเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง เพราะขั้นตอนของการนำองค์การมีการดำเนินงานย่างเป็นระบบ การคิดวิเคราะห์เชิงระบบจึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการดำเนินการตามแนวคิดของการนำองค์การ และด้วยการดำเนินงานตามแนวคิดการนำองค์การ ต้องเกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชนและสังคม ทำให้การบริหารจัดการที่ดีจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และควรศึกษาทักษะการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมซึ่งถือเป็นเทคนิควิธีที่สามารถจะดึงผู้ปกครอง ชุมชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิผลและเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วนของสังคม และเนื่องด้วยบุคลากรที่ระบบการนำองค์การที่ให้ความสำคัญมากที่สุด ในการนำพาองค์การไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา กระบวนการต่างๆ ตามแนวคิดนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การตรวจประเมินว่าผู้บริหารของส่วนราชการดำเนินการอย่างไร การที่ผู้อำนวยการสถานศึกษามีความรู้เรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม  จะทำให้การนำองค์การมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนบุคลากรที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้บริหารสถานศึกษา ก็คือครูผู้สอน  ที่ต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก  เนื่องจากเป็นบุคลากรที่จะนำเป้าหมายขององค์การไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง แต่หากการสื่อสารในองค์การมีน้อย เป้าหมายที่ตั้งไว้คงไม่เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น การสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างบุคลากรในโรงเรียนจึงถือเป็นสิ่งสำคัญของการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ การจัดการความรู้ในองค์การจึงเป็นสิ่งที่บุคลากรในโรงเรียนไม่ควรมองข้าม การจัดการความรู้ที่ดีอย่างเหมาะสม จะทำให้ทิศทางของเป้าหมายเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งผู้บริหารสถานศึกษาควรนำเทคโนโลยีการบริหารการศึกษามาเป็นเครื่องมือในการบริหาร โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ประหยัดและสะดวกต่อการใช้งาน โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ เพื่อให้การบริหารการศึกษาถูกต้อง แม่นยำและสิ่งสำคัญเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยลดภาระงานของผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การนำองค์ความรู้ด้านอื่นๆ มาประยุกต์ใช้กับแนวคิดการนำองค์การ จึงเป็นส่วนที่น่านำมาพิจารณา เนื่องจากการนำองค์การ การตรวจประเมินตามกระบวนการ การนำองค์การ ประสบความสำเร็จ เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล

                กระบวนการนำองค์การ ควรมุ่งเน้นการปฏิบัติการของผู้บริหารในเรื่องของ “การกำหนดทิศทางของสถานศึกษา” ให้มีความชัดเจนเพื่อเป็นกรอบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานให้กับบุคลากรในองค์การ ซึ่งการกำหนดทิศทางขององค์การดังกล่าวนี้ครอบคลุมใน 4 ประเด็น คือ การกำหนด 1) วิสัยทัศน์ 2) เป้าประสงค์ 3) ผลการดำเนินการที่คาดหวัง โดยในกำหนดผลการดำเนินการที่คาดหวังขององค์การ ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยยึดหลักความโปร่งใสและความชัดเจน และ 4) ค่านิยมขององค์การ ซึ่งเป็นหลักคิดกรอบพฤติกรรมชี้นำในการทำงานที่คาดหวังให้บุคลากรในองค์การปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ถ้าบุคลากรในองค์การปฏิบัติตามค่านิยมที่ได้กำหนดไว้จะช่วยเสริมการบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์การ

                เมื่อผู้บริหารกำหนดทิศทางของผู้บริหารแล้ว หน้าที่แรกของผู้บริหาร คือ “การสื่อสาร สร้างความเข้าใจ” โดยผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมและสนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องในการถ่ายทอดทิศทางขององค์การให้บุคลากรในองค์การอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นทิศทางขององค์การ ให้เข้าใจว่าต้องการให้องค์การเป็นอย่างไร มุ่งไปในทิศทางใด เพื่อใช้เป็นกรอบหรือแนวทางในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ยังต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์และค่านิยม (กรอบพฤติกรรม) ให้แก่ผู้รับบริการและส่วนราชการ หรือองค์การที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกับองค์การ การสื่อสารจะก่อเกิดประสิทธิภาพได้ต้องเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทิศทาง (Two-Way Communication) ทั้งจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน โดยเลือกใช้วิธีการถ่ายทอดกับบุคลากรแต่ละกลุ่มตามที่ระบุไว้ในลักษณะสำคัญขององค์การ เพราะวิธีการที่เหมาะสมกับกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับอีกหนึ่งก็เป็นไปได้ เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่างกัน และเพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารทิศทางขององค์การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ควรมีการกำหนดการทบทวนว่าในการถ่ายทอดและช่องทางการสื่อสารมีความเหมาะสมกับสถานการณ์หรือกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น  

สวัสดีครับ