หากมนุษย์ผู้ใดไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก มนุษย์ผู้นั้้นก็ย่อมประสบความไร้รัฐ (Statelessness) โดยสิ้นเชิง ถือเป็นความไร้สถานะทางกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เมื่อไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศใดเลยในโลก จึงไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐใดเลยบนโลก ไม่มีบัตรประจำตัวบุคคล ทำให้ไม่มีความคุ้มครองจากรัฐใดเลย
และส่งผลให้คนไร้รัฐอาจถูกจับกุมได้ตลอดเวลา เนื่องจากว่าถูกถือเป็นคนผิดกฎหมายคนเข้าเมือง เพราะว่าในกรณีเช่นนี้ คนไร้รัฐหรือคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลย่อมตกภายใต้ข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองว่าเป็น “คนต่างด้าว” และ “คนเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” ในประเทศไทย รวมถึงเป็นคนต่างด้าวและเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในทุกรัฐในโลก กล่าวคือ ตามมาตรา 57[1] แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522[2] ถือว่าบุคคลที่ไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย ดังนั้น เมื่อคนไร้รัฐไม่มีเอกสารพิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติไทย แม้จะมีสัญชาติไทยโดยข้อเท็จจริงก็ตามในระหว่างที่รอกระบวนการพิสูจน์สัญชาติไทย คนไร้รัฐนั้นก็จะถูกถือเป็นคนต่างด้าว และกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพราะว่าไม่มีหลักฐานการเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้อง[3] หรือไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ และทั้งไม่มีใบสำคัญประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว จึงถูกสันนิษฐานว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นไปตามมาตรา 58[4] แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ และผลที่ตามมาก็คือ จะต้องถูกส่งตัวกลับออกไปนอกดินแดนรัฐไทยตามมาตรา 54[5]
นอกจากนี้ความไร้รัฐของมนุษย์นำมาซึ่งปัญหาหลายประการ เพราะว่าความไร้รัฐทำให้มนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และและสิทธิอันจำเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตบางประการได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ สิทธิที่จะมีเอกสารรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมาย และในกรณีที่สิทธิขั้นพื้นฐานบางเรื่องนั้นมีเงื่อนไขว่า การที่จะสามารถเข้าถึงสิทธิได้นั้นจะต้องมีเอกสารแสดงตน อาทิเช่น สิทธิในทรัพย์สินในกรณีการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร ทำให้คนไร้รัฐ ซึ่งไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลไม่สามารถมีบัญชีเงินฝากในธนาคารใดเลย หรือสิทธิในหลักประกันสุขภาพ หรือสิทธิในการทำงาน และสิทธิในการอาศัยอยู่
ดังนั้น ความไร้รัฐของมนุษย์เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์หลายประการ และเป็นการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์[6]
เช่นนี้แล้ว เพื่อเป็นการไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงมีความจำเป็นจะต้องขจัดความไร้รัฐ (Elimination of Stateless) ให้แก่คนไร้รัฐ เพื่อให้มนุษย์คน ๆ หนึ่งใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และปรากฏตัวตนในสายตาของรัฐได้
การแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นนั้นก็คือ เมื่อรัฐพบคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง ก็ควรจะเริ่มต้นจากการให้ “รัฐ” แก่คนก่อน หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่งได้ว่า รัฐยอมรับที่จะเป็น “รัฐผู้รับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมาย” ของคนไร้รัฐ
วิธีการที่จะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะต้องเริ่มต้นจากการที่รัฐที่พบตัวคนไร้รัฐนั้นยินยอมออก “เอกสารรับรองความเป็นมนุษย์ของคน” ทำให้คนไร้รัฐมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (ID Paper) อันเป็นการส่งเสริมให้คนใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้
และเป็นที่แน่นอนว่า การที่คนที่ยังมิอาจจะพิสูจน์จุดเกาะเกี่ยวกับรัฐที่คนไร้รัฐปรากฏตัวนั้นได้ รัฐที่พบตัวคนไร้รัฐก็จะยังไม่ให้สิทธิในสถานะตามกฎหมายสัญชาติ และสิทธิในสถานะตามกฎหมายคนเข้าเมือง นั่นก็คือ สิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัยจนกว่าจะพิสูจน์จุดเกาะเกี่ยวของคนไร้รัฐกับรัฐที่คนไร้รัฐปรากฏตัวขึ้นได้
แต่แนวปฏิบัติที่รัฐไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสถานะบุคคลของคนเหล่านี้ในเบื้องต้นก็คือการบันทึกรายการประวัติบุคคลผู้นั้นไว้ในทะเบียนประวัติ ทะเบียนประวัติเป็นเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่มีความสำคัญ อันทำให้มนุษย์เป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมาย และสามารถที่จะใช้สิทธิต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ เพราะเมื่อใดที่ต้องการเข้าถึงสิทธิในหลายเรื่องที่จะต้องมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล หรือสิทธิบางสิทธิที่ได้รับรองไว้เฉพาะราษฎร หรือคนที่ถูกบันทึกในฐานข้อมูลของรัฐแล้ว คนที่ถูกบันทึกในทะเบียนประวัติ และมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลก็สามารถที่จะเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้
ดังนั้น การจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทยนั้น เป็นกลไกทำให้คนไร้รัฐหายไป อันเป็นการขจัดความไร้รัฐของมนุษย์ ซึ่งการขจัดปัญหาความไร้รัฐนั้นเป็นก้าวแรกสู่การแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติที่เป็นปัญหาที่แก้ไขยากมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากไม่เริ่มต้นด้วยการขจัดความไร้รัฐ การขจัดปัญหาความไร้สัญชาติก็ยากที่จะเป็นไปไม่ได้ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ที่ประสบปัญหาก็จะเลวร้าย เพราะไม่อาจใช้สิทธิทางบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ[7]
[1] มาตรา 57 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย
การพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หากผู้นั้นไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จะร้องขอต่อศาลให้พิจารณาก็ได้
ในกรณีที่มีการร้องขอต่อศาล เมื่อได้รับคำร้องขอแล้ว ให้ศาลแจ้งต่อพนักงานอัยการ พนักงานอัยการมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านได้
[2] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 96 ตอนที่ 28 ฉบับพิเศษ หน้า 45 วันที่ 1 มีนาคม 2522
[3] หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องและยังสมบูรณ์อยู่ และได้รับการตรวจลงตราในหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางเช่นว่านั้นจากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศหรือจากกระทรวงการต่างประเทศ เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องมีการตรวจลงตราสำหรับคนต่างด้าวบางประเภทเป็นกรณีพิเศษ
[4] มาตรา 58 คนต่างด้าวผู้ใดไม่มีหลักฐานการเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามมาตรา 12 (1) หรือไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามพระราชบัญญัตินี้และทั้งไม่มีใบสำคัญประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคนต่างด้าวผู้นั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้”
[5] มาตรา 54 คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้
ถ้ามีกรณีต้องสอบสวนเพื่อส่งตัวกลับตามวรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา 19 และมาตรา 20 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่มีคำสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วในระหว่างรอการส่งกลับ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาตให้ไปพักอาศัยอยู่ ณ ที่ใด โดยคนต่างด้าวผู้นั้นต้องมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โดยต้องมีประกัน หรือมีทั้งประกันและหลักประกันก็ได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นไว้ ณ สถานที่ใด เป็นเวลานานเท่าใดตามความจำเป็นก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการกักตัวนี้ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเป็นผู้เสีย
บทบัญญัติในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรก่อนวันที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พุทธศักราช 2480 ใช้บังคับ
[6] ชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง, คนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลในรัฐไทย กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551.
[7] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, “ความเป็นไปได้ที่จะขจัดความไร้รัฐให้แก่มนุษย์ในสังคมไทย : การถอดประสบการณ์ของรัฐไทย, บทความเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี ของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550” http://www.archanwell.org/office/download.php?id=535&file=500.pdf&fol=1